1.
ความหมายของการดูแลสุขภาพ
สุขภาพทางเพศ หมายถึง การมีชีวิตทางเพศที่เป็นสุขปลอดภัย
หรือรักษาร่างกายให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือผิดปกติทางเพศ ทั้งร่างกาย
จิตใจและสังคม รวมไปถึงจิตวิญญาณ (Spiritual) ด้วย ดังนั้นการดูแลสุขภาพทางเพศ หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ
และมีความสามารถในการดูแลรักษาความสะอาดของอวัยวะเพศ
การป้องกันการเจ็บป่วยและการส่งเสริมสุขภาพทางเพศ
และความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะเพศ
รวมทั้งการดูแลจิตใจและสังคมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพศ
ความสำคัญการดูแลสุขภาพเพศ
สุขภาพทางเพศมีความสัมพันธ์กับสภาพร่างกายและสุขภาพจิตอย่างแน่นอน
มนุษย์นอกจากเจ็บป่วย ด้วยโรคทางกายทางจิตใจแล้ว ยังอาจเจ็บป่วยหรือทุกทรมานจากความเป็นเพศของมนุษย์เอง
ดังนั้นองค์การอนามัยโลกได้ให้ความหมายของสุขภาพทางเพศเป็น 3 ใหญ่ๆในด้านร่างกาย จิตใจและสังคม รวมไปถึงจิตวิญญาณ(Spiritual)นั้นก็เริ่มมีการกล่าวถึงกันบ้างซึ่งก็เกี่ยวกับจิตสำนึกที่ถูกต้องที่ดีงามในเรื่องเพศดังนั้นการมีสุขภาพทางเพศจึงจัดกลุ่มให้เข้าใจง่ายดังนี้
1. มีความสามารถที่จะเป็นสุขและควบคุมพฤติกรรมทางเพศของตนเองให้สอดคล้องกับจรรยาของสังคม
และไม่ละเมิดศีลธรรมของผู้อื่น
2. ปราศจากความรู้สึกกลัว
อับอาย ละอายใจ ความหลงผิด และสภาวะทางจิตใจที่ยับยั้ง การตอบสนองทางเพศและทำให้สัมพันธภาพเสื่อมลง
3. ปราศจากความผิดปกติทางร่างกาย
โรคภัยไข้เจ็บ และความบกพร่องต่างๆที่จะขัดขวางการทำหน้าที่ทางเพศ
ดังนั้นจะเห็นว่าการมีสุขภาพอนามัยทางเพศจะต้องประกอบด้วย
3 องค์ประกอบคือแต่มีองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งผิดปกติ ก็ถือว่าไม่มีสุขภาพทางเพศ การไม่มีสุขภาพอนามัยทางเพศก็ก่อให้เกิดปัญหาทางเพศตามมา ซึ่งพบในทางเพศหญิงและเพศชาย
ดังนั้นการสอนเพศศึกษาจะต้องให้เห็นความสำคัญทางสุขภาพทางเพศ
การที่จะมีสุขภาพทางเพศที่ดีย่อมหมายถึง
การเดินสายกลางของการมีเพศสัมพันธ์กับคู่สมรสในเวลาที่เหมาะสม ไม่ชิงสุกก่อนห่าม
และมีการแบ่งปันซึ่งกันและกันด้วย ความรักความเข้าใจการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
ปราศจากการเสี่ยงต่อการติดเชื้อกามโรคและโรคเอดส์ละมีความเข้าใจในเรื่องการคุมกำเนิดเพื่ป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่ปรารถนา
รู้จักยับยังช่างใจเมื่อไม่ถึงเวลา
รู้จักเคารพในสิทธิส่วนบุคคลและให้เกียติเพศตรงข้ามโดยเฉพาะผู้เยาว์และผู้อ่อนแอกว่า
ทั้งหมดนี้ย่อมที่จะนำมาซึ่งการสุขภาพทางเพศที่สมบรูณ์ภายใต้ของเขตศีลธรรมจรรยาอันดีงาม
(สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2551)
โดยนี้จะเน้นเรื่องสุขภาพในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
นั่นคือ
ปราศจากการเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์(การติดเชื้อกามโรคและโรคเอดส์)ซึ่งเป็นปัญหาของวัยรุ่น
การดูแลสุขภาพทางเพศที่ดี
การดูแลสุขภาพทางเพศที่ดี (การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์)
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexual
tranmitted disease/STDS)มักจะมีความเชื่อว่าเป็นการลงโทษต่อพระเจ้าของผู้ป่วยที่กำลังจะเป็นโรคเหล่านั้นและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์-บางอย่าง
เช่น ซิฟิลิส ได้เป็นเครื่องมือในการกล่าวทาง เชื่อชาติ หรือชาติพรรณ
หรือกลุ่มในสังคมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นก็ถูกกล่าวอ้างเป็นเครื่องมือในการกล่าวหาและตำหนิ
กลุ่มคนหรือสังคมอื่น ผู้ชายเป็นมักเรียกว่าเป็น โรคผู้หญิง
และผู้หญิงเป็นมักเรียกว่าโรคผู้ชาย เป็นต้น
ภาวการณ์ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
เป็นสาเหตุที่สำคัญที่จะทำให้มีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก
ทุพลภาพและอาจตายได้
ซึ่งมีผลกระทบต่อสุภาพและจิตใจและสุขภาพที่รุนแรงต่อทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กได้
โดยเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้มีจำนวนมากกว่า20 ชนิด
ซึ่งส่วนใหญ่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการรักษาให้ยาจุลชีพ
ลักษณะของการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นปัญหาทางด้านสาธารณะสุขและสังคม
ซึ่งประกอบไปด้วยโรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคซิฟิลิส แผลริมอ่อน
กามโรคและต่อมน้ำเหลือง แผลกามโรคที่ขาหนีบ และการติดเชื้อ HIV/AIDS
ซึ่งจะกล่าวดังต่อไปนี้
โรคหนองใน (Gonorrhea)
โรคหนองใน (Gonorrhea)
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่รู้จักกันมานาน ในปี พ.ศ. 2422อัลเบิร์ต นิสเซอร์ ได้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคนี้
จึงตั้งชื่อเพื่อให้เกียรติในปี 2425 นิสเซอร์ โกโนเรีย
อาการและอาการแสดง
ฝ่ายชาย หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2-10 วัน จะมีอาการแสบในลำกล้องเวลาถ่ายปัสสาวะ หรือถ่ายปัสสาวะขัด
มีหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ ในระยะแรกอาจจะแค่ไหลซึมเป็นมูกใส ๆ
เล็กน้อยโดยไม่ใช่น้ำปัสสาวะหรือน้ำอสุจิ แต่ในอีก 12
ชั่วโมงต่อมาจะกลายเป็นหนองสีเหลืองข้น และจะออกมากคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว
ในบางรายอาจมีอาการปวดและบวมของถุงอัณฑะ หรือมีการอักเสบที่หนังหุ้มปลาย องคชาต
(พบได้น้อย) ร่วมด้วย (ประมาณ 10%
ของฝ่ายชายที่ติดเชื้อหนองในอาจไม่มีอาการเหล่านี้แสดงออกมาเลยก็ได้
แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อยู่)ฝ่ายหญิง ในระยะแรก ๆ
มักจะไม่มีอาการแสดงออกมา แต่ในระยะต่อมาจะมีอาการตกขาวผิดปกติ เช่น
มีปริมาณมากขึ้น เป็นหนองสีเหลืองหรือสีเขียว มีกลิ่นเหม็น ไม่คัน
มีอาการขัดเบาและแสบร้อนเมื่อปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น ปวดท้องน้อย
เลือดออกกะปริดกะปรอยในระหว่างรอบเดือน (พบได้น้อย) เป็นต้น
ถ้ามีการอักเสบของปีกมดลูก จะทำให้มีไข้สูง หนาวสั่น ปวด
และกดเจ็บตรงท้องน้อยแบบปีกมดลูกอักเสบ (ประมาณ 50%
ของฝ่ายหญิงที่ติดเชื้อหนองในอาจไม่มีอาการเหล่านี้แสดงออกมาเลยก็ได้
แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อยู่)ทั้งสองเพศ หากติดเชื้อในลำคอ
อาจทำให้เกิดอาการเจ็บคอ เป็นไข้ หากติดเชื้อในทวารหนัก อาจทำให้เกิดอาการปวดหน่วง
คัน หรืออาจมีน้ำคล้ายหนองออกมา โดยเฉพาะในขณะขับถ่าย และหากติดเชื้อที่เยื่อบุตา
อาจทำให้มีอาการเจ็บปวด ระคายเคือง และมีหนองไหล อย่างไรก็ตาม
การติดเชื้อในตำแหน่งใด ๆ ก็ตาม อาจไม่มีอาการแสดงออกมาเลยก็ได้
นอกจากอาการที่กล่าวมาแล้วยังอาจมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ (ไข่ดัน)
บวมและเจ็บด้วย เชื้อนิสเซอร์ โกโนเรีย
เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบ ตายง่ายในสภาพแวดล้อมที่แห้ง ภายใน 1-2 ชั่วโมง ถ้าในสภาพชื้น อุณหภูมิ 55 เชื้อจะตายภายใน
1 ชั่วโมง ถ้าหากใช้แสงอัลตราไวโอเลตเชื้อจะตายตายภายใน 2-3 นาที
อาการแทรกซ้อนฝ่ายชาย
ถ้าไม่ได้รับการักษา อาจมีหนองไหลอยู่ประมาณ 3-4 เดือน
และเชื้อหนองในอาจลุกลามเข้าไปยังบริเวณใกล้เคียง ทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบ
ซึ่งอาจทำให้ท่อปัสสาวะตีบตันได้อาจทำให้ต่อมลูกหมากอักเสบ
หรือเป็นฝีที่ผนังของท่อปัสสาวะ ในบางรายอาจทำให้เกิดการอักเสบของอัณฑะ
(อัณฑะปวดบวม และเป็นหนอง) และท่อนำอสุจิ
ซึ่งอาจทำให้มีบุตรได้ยากหรือกลายเป็นหมันได้ ถ้าพบในฝ่ายหญิง
เชื้อหนองในอาจลุกลามทำให้ต่อมบาร์โทลิน (Bartholine’s gland) ที่แคมใหญ่จนเกิดการอักเสบ หรือเป็นฝีบวมโต
หรืออาจทำให้เยื่อบุมดลูกอักเสบ หรือปีกมดลูกอักเสบ
ซึ่งถ้าเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง เมื่อหายแล้วก็อาจจะทำให้ท่อรังไข่ตีบตัน
กลายเป็นหมัน
หรือทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ถ้าตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดการอักเสบในอุ้งเชิงกราน
(ช่องท้องน้อย) ทำให้มีอาการปวดท้อง มีไข้
อาจทำให้เกิดถุงหนองในช่องน้อยที่รักษาหายยาก แล้วอาจทำให้มีอาการปวดท้อง
โดยเฉพาะในช่องท้องน้อยแบบเรื้อรังทั้งสองเพศ เชื้ออาจเข้าสู่กระแสเลือดไปที่ข้อ
(หนองในเข้าข้อ) จนทำให้เป็นโรคข้ออักเสบชนิดติดเชื้อเฉียบพลันจนมีอันตรายต่อชีวิตได้
ซึ่งภาวะนี้เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก โดยข้อที่พบได้บ่อย คือ ข้อเท้า ข้อเข่า
และข้อมือผู้ที่เป็นโรคหนองในจะติดเชื้อเอชไอวี
ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่เป็นหนองในนอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
ที่พบได้น้อยมาก เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis)
ซึ่งอาจทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว และหัวใจวายตายได้
ในบ้านเราพบหนองในที่ดื้อต่อกลุ่มยาเพนิซิลลิน เรียกว่าเชื้อ PPNG
(Penicillinase producing Neisseria gonorrhoeae) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า
“ซูเปอร์โกโนเรีย” ห้ามมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา
2-4 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อ
(ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ จะต้องใช้ถุงยางอนามัยอย่างเคร่งครัด)
และต้องงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 เดือน
เพราะแอลกอฮอล์หรือเหล้าจะทำให้หนองไหลมากขึ้น นะนำว่าควรรักษาไปพบแพทย์
ที่เชียวชาญด้านโรคติดต่อ และควรรักษากับแพทย์ท่านนั้นอย่างสม่ำเสมอ
ในกรณีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาจไม่ปรากฏอาการ หรือมีอาการเล็กน้อยก็ได้
ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อ ภูมิคุ้มกันและเพศของผู้ติดเชื้อด้วย ร้อยละ50 ของผู้หญิงติดเชื้อจะ
ไม่ปรากฏอาการส่วนในของผู้ชายส่วนใหญ่จะปัสวะขัดและมีหนองไหลออกมาจากท่อปัสวะจึงสามารถวินิจฉัยโรคได้ง่าย
การรักษาเบื้องต้น
ในการรักษาโรคหนองใน
ยารับประทานหลายตัวสามารถรักษาหนองในแท้ได้ แต่ในทางหนองในทางปฏิบัติจริงเชื้อเหล่านี้ดื้อยา
จนไม่อาจใช้เป็นแนวทางรักษาได้ ต้องใช้ยาฉีดอย่าเดียว ดังนั้นถ้ามีเพศสัมพันธ์
แล้วมีอาการสงสัยว่าเป็นโรคหนองในแท้ อย่ามัวเสียเวลาซื้อยากินเอง
มิฉะนั้นมันจะหลบจะคิดว่าหายแล้ว สุดท้ายก็เกิดภาวะแทรกซ้อนจนยากที่จะเยียวยา
ถ้าไม่รักษาเชื้ออาจลามลงไปถึงอัณฑะจะทำให้เกินการแสบบวม
เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นหมัน หรืออาจลามเข้ากระแสเลือด ทำให้เกิดข้ออักเสบ
ลิ้นหัวใจอักเสบ
หรือแม้แต่เยื้ออุ้มสมองอักเสบบางรายเป็นก้อนหนองที่ปีกหมดลูกก็เคยมีให้เห็น
ทำให้ท่อตีบตันอาจจะทำให้ท้องนอกมดลูกตามมาหรืออาจเป็นหมั่นไปเลยก็ได้ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาทางสาธารณะสุขต่อไป
โรคหนองในเทียม (Non-gonococcal
urethritis – NGU)
โรคหนองในเทียม (Non-gonococcal
urethritis – NGU) โดยจะมีอาการที่เกิดคล้ายกัน
คือมีอาการของท่อปัสสาวะอักเสบ ถ่ายปัสสาวะขัด มีน้ำไสหรือหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะในบางครั้ง
สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ
คลามัลเดีย ทราโคดมติส (Chlamydia trachomatis) ร้อยละ 50
ของจำนวนที่เป็นโรคหนองในเทียมทั้งหมดนอกจากนั้นอาจมีเชื้อ ยูรีพลาสมา ยูรีไลติคัม
(Ureaplasma urealyticum) แคนดิดา อัลบิแคน (Candia
albican) ทริโคโมแนส วาจินาลิส (Trichomanas vaginalis) อะไมโคพลาสมา เจนนิทัลเลียม (Amycoplasma genitalium) โฮมินิส (M.hominis) เฮอร์ปีสื ชิมเพล็ก ไวรัส(Herpes
simplex virus)และ เชื้อกลุ่ม สเต็ปโตค๊อกคัส (Streptococcus)หรือ กลุ่มสตาฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus)รวมอยู่ด้วย
อาการและอาการแสดง
ระยะฟักตัวของหนองในเทียมประมาณ 2-3 สัปดาห์ อาจนานถึง5 สัปดาห์
ผู้ที่ติดเชื้ออาจมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้
บางคนอาจมีปัสสาวะแสบขัดและแสบมีหนองน้ำใสๆไหลออกจาท่อปัสสาวะในผู้หญิงอาจไม่แสดงอาการ
มักเป็นปัญหาต่อการป้องกันโรค และในผู้หญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร
อาจทำให้ทารกติดเชื้อ คลามัลเดีย ทราโคดมติส (C. trachomatis) ทำให้เยื้อบุตาอักเสบ (neonatal conjunctivitis)หรือปอดอักเสบ
(pneumoitis)
การรักษาเบื้องต้น
โรคหนองในเทียมจะต้องพยายามแยกโรคจากโรคหนองใน
ซึ่งเป็นการยากถ้าดูจากาการและอาการแสดง
เพราะทั้งสองโรคมีอาการคล้ายกันจึงต้องมีการตรวจทางห้องปฏิชีวนะที่สามารถกำหนดเชื้อที่เป้นสาเหตุนั้น
คลินดามัยซิน(clindamycin)เซฟดฟซิติน(crfoxitin)เป็นต้น
โรคซิฟิลิส(syphilis)
โรคซิฟิลิส(syphilis)
เป็นโรคติดต่อ โรคติดเชื้อ จากการติดเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Treponema
pallidum สามารถอยู่ในเลือดที่อุณหภูมิ 4
องศาเซลเซียสได้ ประมาณ 3-4 วัน
เชื้อโรคชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายทาง ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ปาก เยื่อบุตา
หรือแผลตามร่างกาย เชื้อโรคจะเข้าสู่กระแสเลือด สามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย
สามารถติดต่อได้ทางการสัมผัสเชื้อโรคทางการสัมผัสมือ นั่งโถส่วมร่วมกัน
ผิวหนังมี่มีแผล และการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก(Placental route)จากมารดาสู่เด็ก
อาการและการแสดง
โรคซิฟิลิสมีระยะการฟักตัวประมาณ 10 วัน ถึง 10 สัปดาห์ เฉลี่ย 3
สัปดาห์ และมีและมีระยะของโรคที่บอกได้ 2 ระยะคือ
โรคซิฟิลิสระยะแรก early syphilis และโรคซิฟิลิสระยะหลัง late
syphilisดังนี้
1.ระยะแรก
ซิฟิลิสระยะที่หนึ่งหลังจากที่ผ่านการฟักตัวมาแล้ว
จะมีอาการตุ่มสีแดงคล้ำบริเวณที่เชื้อเข้าสุ่ร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะเพศ ต่อมาตุ่มแดงจะแตกเป็นแผลแผลเดียวขอบแข็ง
ไม่เจ็บมักเรียกว่าแผลริมแข็ง hard chancre ขอบนูนแข้งมีน้ำเหลืองไหลออกมา
ซิฟิลิสจำนวนมาก แผลริมแข้งนี้จะหายเองงในช่วงเวลาประมาณ 4-8
ชั่วโมง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยคิดว่าหายจากโรค
ซิฟิลิสระยะสองผู้ป่วยจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต
ปวดตามข้อ จากสาเหตุข้ออักเสบ มีผื่นสีแดงน้ำตาล ตาม มือ เท้าแต่ไม่คัน
มีหูดในบริเวณที่อับชื้นของร่างกาย ผื่นสีเทาจะขึ้นบริเวณปาก คอ และปากมดลูก
มีอาการผมร่วง มีไข้ คั้นเนื้อคั้นตัว
อาการเหล่านี้จะเป็นๆหายๆถ้าตรวจเลือดจะให้ผล VDRL Venereal
Diseases Research Laboratory )ระยะนี้เรียกว่าระยะออกดอก
เป้นระยะที่มีเชื้อมาก ติดต่อได้ง่าย ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาการจะหายไปเอง ร้อยล่ะ
30-40 นอกนั้นจะเข้าสู่ระยะแฝง
ซิฟิลิสระยะแฝงแรกเริ่ม เป็นระยะที่ไม่มีอาการใดๆแต่ผลตรวจเลือด VDRL.ให้ผลบวก ผู้ป่วยบางรายมีอาการทางผิวหนังใน 1-2 ปีต่อมา ทำให้แพร่เชื่อเข้าสู่ผู้อื่นได้อีก
2.โรคซิฟิลิสระยะหลัง late
syphilis หรือ Tertiary syphilis
เป็นระยะที่เกิดขึ้นหลังซิฟิลิสระยะที่สอง ประมาณ3-30ปี ยกเว้นผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งจะกินเวลาสั้นกว่า ในระยะนี้จะมีการอักเสบในระบบต่างๆในร่างกายเช่นระบบประสาท
ระบบหัวใจและระบบเส้นเลือดซึ่งมักเรียกชื่อตามอาการดังนี้
ซิฟิลิสระยะแฝงช่วงหลัง ผุ้ป่วยไม่มีอาการใดๆแต่ผลตรวจเลือด VDRL.ให้ผลบวก
ซิฟิลิสบีไนน์กัมม่า (binign
gumma จะเกิดแผลกัมม่าเป็นเนื้องอกหรือเป็นตุ่ม
ซึ่งเป็นเนื้องอกที่ตายแล้วมีรอยแผลเป็นเกิดขึ้นระยะนี้มักเกิดขึ้น2-10ปีหลังจากการได้รับเชื้ออาการที่ผิวหนังมีลักษณะเป็นตุ่ม หนังฝ่อ
เป็นแผลตกสะเก็ดใสเหมือนขี้ผึ้งตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า
อาจพบเป็นตุ่มใต้ผิวหนังที่ไม่รู้สึกเจ็บคอหอยกล่อมเสียง และเยื่อกันจมูก โดยเริ่มเป็นตุ่มแล้วแตกเป็นแผลเรื้อรัง
เมือหายแล้วเพดานหรือเยื่อกั้นจมูกทะลุ ลิ้นไก่หายไป
กล่องเสียงแคบและเสียงแหบส่วนของอวัยวะภายในต่างๆ เช่นระบบทางเดินอาหาร
พบที่กระเพาะอาหารและตับ ระบบทางเดินหายใจพบที่จมูก กล่องเสียง และปอด กระดุก
หัวใจและสมอง
ซิฟิลิสของระบบไหลเวียนโลหิต มักเกิดเป้นแผลริมแข็ง ประมาณ 10 ปี อาจมีเส้นเลือดแดงพ่องโตโปร่งพ่อง aneurysm in aorta ลิ้นหัวใจชำรุด เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หัวใจล้มเหลว
ซิฟิลิสของระบบประสาท
มักมีอาการประมาณ 5-35 ปี
หลังการติดเชื้อผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา อาการอักเสบอาจปรากฏที่เยื่อหุ้มสมอง
เยื่อหุ้มไขสันหลัง หลอดเลือดของสมอง หรือหลอดเลือดของไขสันหลัง ซึ่งพบได้ ร้อยละ 10 ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา แต่ผลตรวจเลือด VDRL.บวก
ซิฟิลิสแต่กำเนิด (congenital
sypilis) เกิดจากมารดาที่เป็นซิฟิลิสขณะตั้งครรภ์
โดยเชื้อที่อยู่ในกระแสเลือดจะผ่านรกเข้าสู่ทารกในครรภ์ โดยเชื้อเข้าสู่ทารก Placenta
มักจะพบในช่วงที่ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือนอาจจะทำให้แท้งหรือตายคลอดได้
ต่อมาจะแตกหรือลองเป้นแผล และมีอาการตับม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโต ไตอักเสบ
กระดูกอักเสบ จมูกหัก เพดานโหว่ ฟันหน้าเว้าบิ่น แก้วตาอักเสบ สมองพิการ
และปัญญาเสื่มเป็นต้น
การรักษาเบื้องต้น
สามารถวินิจฉัยได้จากประวัติ
และจากอาการและอาการแสดง
และการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยการตรวจคัดหลั่งจากแผลโดยมีโรคซิฟิลิสระยะหนึ่ง
และระยะที่สอง นอกจากนั้นยังตรวจหาแอนติบอดีโดยวิธีอิมโมโนวิทยา Immunnology
เช่นการตรวจหาแอนติบอดี ชนิด reangin ที่ไม่จำเพระด้วยวิธี VDRL Venereal
Diseases Research Laboratoryหรือการตวจหาแอนติบอดี ชนิด Treponemal
antibody
เช่นFlorescent treponemal absorption testและพบแพทย์
ถุงยางอนามัยสตรี
เป็นถุงยางอนามัยที่ประยุกต์ใช้กับสตรี มีลักษณะเป็นถุงยางปลายตันด้านหนึ่งและเปิดด้านหนึ่ง
ใส่เข้าไปในช่องคลอดก่อนมีเพศสัมพันธ์
มีลักษณะคล้ายกับถุงยางอนามัยผู้ชายแต่กว้างกว่าและหนากว่า มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดได้ดี
และมีข้อดีที่ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างได้ด้วย(ชวนชม สกนธวัฒน์, 2540)
โรคแผลริมอ่อน Chancroid
แผลริมอ่อน Chancroid เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่พบได้บ้างประปราย
ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่าฮีโมฟิลัส ดูคริอัย Haemophilus
Ducreyi สามารถเกิดได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิงและติดต่อกันได้ง่ายมาก
ผู้ป่วยจะมีแผลเกิดขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ จะมีอาการต่มและแตกภายใน 2-3 วัน
กลายเป็นแผลขอบแดง ไม่เรียบ ไม่แข็ง มีหนองสีเหลืองปนเทา เลือดออกง่าย เจ็บมาก
มีไข้ อ่อนเพลีย ต่อมาจะพบต่อมน้ำเหลืองโตที่ขาหนีบ
การรักษาเบื้องต้น
โรคแผลริมอ่อน
ให้ไปพบแพทย์ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้ด้วยว่าดูจากอาการ
และการแสดงและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ด้วยการย้อมสีเพื่อตรวจหา เชื้อ ฮีโมฟิลัส
ดูคริอัย H.
Ducreyi
โรคแผลริมอ่อน
สามารถรักษาด้วยยา streptomycin
กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลืองLymphogranuloma
Venereum LGV
กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลืองLymphogranuloma
Venereum LGV มักพบในเขตร้อนและเขตอบอุ่นเกิดจากเชื้อ คลาไมเดีย
แทรคโคมาทีส (Chlamydia
trachomatis)โดยจะเข้าสู่ร่างกายทางแผลถลอก
และทางเมือกของอวัยวะเพศ แล้วแพร่เข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองทางท่อน้ำเหลือง
แล้วจะเกิดเป็นฝีรอบๆต่อมน้ำเหลืองจะแตกและเป็นหนอง มีระยะฟักตัว 5-21 วัน
อาการและอาการแสดง
ระยะแรกจะมีจะมีอาการเป็นแผลเล็กๆที่ผิวหนังอวัยวะเพศ
ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ จะบวมโต ต่อมาฝีจะแตกมีหนองไหลนอกจากนั้นมีอาการ
ไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ตาแดง และน้ำหนักลด
ระยะหลัง
หากไม่ได้รับการรักษาจะมีการอุดตันของท่อน้ำเหลือง มีอาการติดเชื้อลุกลามไปตามส่วนต่างๆ
เช่นช่องคลอด สำใส่ใหญ่ส่วนปลาย ผุ้ชายอาจมีอาการบวมโตของอวัยวะเพศ
การรักษาเบื้องต้น
ให้ไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคนี้
ตรวจได้จากอาการและอาการแสดง ห้องตรวจจากห้องปฏิบัติการหาเชื้อ คลาไมเดีย
แทรคโคมาทีส (Chlamydia trachomatis)ส่วนการรักษานี้
รักษาได้ดดยการใช้ยาtetracycline หรือ oxytetracycline
แผลกามโรคเรื้อรังที่ขาหนีบ(Grannulema
inguinale;Dovovanosis)
แผลกามโรคเรื้อรังที่ขาหนีบ Dovovanosisเป็นโรคติดต่อเรื้อรังพบได้ในเขตประเทศอินเดียละศรีลังกาและพบบ้างในประเทศอื่นๆ
ส่วนประเทศไทยจะพบส่วนน้อย จึงคาดว่าเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
โดยมีอาการเป็นตุ๋มเล็กๆที่ปลายอวัยวะเพศเพศชาย หรือที่เคมอวัยวะเพศหญิง labia
มีระยะฝักตัวประมาณ 9-50 วันเมื่อแตกเป็นแผลจะกดไม่เจ็บ
ขอบแผลจะหนาสีแดง ต่อมาจะเป็นแผลเรื้อรังที่ก้น ต่อมน้ำเหลืองมักไม่โต
การรักษาเบื้องต้น
เมื่อพบแพทย์
เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรับการรักษาแต่เนิ่นๆที่จะทำให้รักษาควบคุมโรคได้ผลดีกว่า
ด้วยการตัดชิ้นเนื้อด้วย ไรท์ สเตน (Wright’s stain) หรือ
กิมสา สเตน (Giemsa’s stain) เพื่อหาเชื้อ
การรักษามักใช้ยาเตตราซัยคลิน (tetracycline) หรือ
อ็อกซีเตตราซัยคลิน (Oxytetracycline) หรือ ตรัยเมทโธรปริม
ซัลฟาเมทธอกซาโซล (trimethroprim-sulfamethoxazole) หรือ
มิโนซัยคลิน (minocycline) หรือ ด็อกซีซัยคลิน (doxycycline)
จนกว่าแผลจะหาย
การติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์
HIV
Infection and AIDS
เอดส์ AIDS ไม่ใช่โรค
แต่เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง คำว่าเอดส์ AIDSย่อมาจากคำว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome หมายถึงอาการภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการเสาะหาติดเชื้อ
HIV Human Immunodeficiency Virus กลุ่มอาการเอดส์ดังกล่าว ได้แก่การมรภาวะติดเชื้อฉวยโอกาส มะเร็งหลอดเลือด
น้ำหนักลด มักจะเสียชีวิตโดยโรคที่ชกฉวยโอกาส
อาการและอาการแสดงของการการติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์
ระยะที่ 1 :
ระยะที่ไม่มีอาการอะไร ภายใน1-6 สัปดาห์ แรกหลังจากได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป ร้อยละ
50 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ
ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว แขน ขาชาหรืออ่อนแรง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดา
ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดเอดส์บวกได้
และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดเอดส์บวกภายหลัง 2-3 เดือนไปแล้ว โดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลยเพียงแต่ถ้าไปตรวจก็จะพบว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์อยู่ในเลือดหรือที่เรียกว่าเลือดเอดส์บวกซึ่งแสดงว่ามีการติดเชื้อเอดส์เข้าไปแล้วร่างกายจึงตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนบางอย่างขึ้นมา
ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จะเป็นที่พักพิงในช่วงแรกของไวรัสเอดส์
โดยไวรัสเอดส์จะแบ่งตัวอย่างมากในต่อมน้ำเหลือง
ระยะที่ 2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการติดเชื้อราในช่องปากและลำคอ
สัมพันธ์กับเอดส์เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ
แต่อาการนั้นยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง
น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ
นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก, งูสวัด เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ
เพศ ผื่นคันตามแขนขา และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง จะเห็นได้ว่า
อาการที่เรียกว่าสัมพันธ์กับเอดส์นั้น ไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไป
คนที่เป็นโรคอื่นๆ ก็อาจมีไข้ น้ำหนักลด ท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก งูสวัด
หรือเริมได้
ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าถ้ามีอาการเหล่านี้จะต้องเหมาว่าติดเชื้อเอดส์ไปทุกร้าย
ถ้าสงสัยควรปรึกษา แพทย์และตรวจเลือดเอดส์พิสูจน์
อาการสำคัญของผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายได้แก่
น้ำหนักลด ซูบผอมอย่างรวดเร็ว น้ำหนักจะลดลงประมาณ ร้อยละ 60-70 ของน้ำหนักเดิม
ซึ่งทำให้มีอาการอ่อนเพลียและมีการติดเชื้อฉวยโอกาส นอกจากนั้นมี คาโปไซ ซาร์โคมา
และพยาธิสภาพที่สมอง HIV
encephalophathy
การติดต่อและการแพร่กระจาย
โดยหลักการเชื้อ HIV ติดต่อโดยการแรกเปลี่ยนสารคัดหลั่งในร่างกาย Body fluid Exchange โดย
1.การร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อเอดส์
โดยทางช่องคลอด ทางทวารหนัก ส่วนการมีเพศสัมพันธ์ทางปากนั้นพบได้น้อย
ทั้งชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือชายกับหญิง จะเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม
ล้วนมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคเอดส์ทั้งนั้น ซึ่งมีข้อมูลจากกองระบาดวิทยาระบุว่า
ร้อยละ70-75 ของผู้ติดเชื้อเอดส์ รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์
2.การรับเชื้อทางเลือดใช้เข็มฉีดยา
หรือกระบอกฉีดยา ร่วมกับผู้ติดเชื้อ เอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด แต่ปัจจุบันเลือดที่ได้รับการบริจาคมา
จะถูกนำไปตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อน พบว่ามีโอกาส ประมาณ1ใน 50000 ยูนิต
ซึ่งพบว่ามีถึงร้อยละ 1
3.ติดต่อผ่านทางมารดาสู่ทารกแรกเกิด
เกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์และถ่ายทอดให้ทารก ในขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอด
และภายหลังคลอด ปัจจุบันมีวิธีป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก
โดยการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์
จะสามารถลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์เหลือเพียงร้อยละ20-40
โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 30 สามารถผ่านน้ำนมแม่ได้อันเป็นสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อในทารก
ซึ่งมีโอกาสมากถึง ร้อยละ 7-22
ปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินของโรค
ผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณร้อยละ 95
จะเป็นเอดส์เต็มตัวภายใน 15 ปี แล้วจะเสียชีวิตภายใน 2-5 ปี
ปัจจัยที่ทำให้ผู้ติดเชื้อกลายเป็นเอดส์เต็มขั้นมีดังนี้
1.ระยะเวลาที่ติดเชื้อ พบว่าร้อยละ
20-25 ของผู้ติดเชื้อ จะกลายเป็นเอดส์ภายใน 6 ปี และเพิ่มเป็น ร้อยละ50 ภายในเวลา
10 ปี
2.วิธีติดเชื้อ
3.ปริมาณและสายพันธ์ของเชื้อที่ได้รับ
4.ภาวะภูมิคุ้มกันแต่เดิมและภาวะโภชนาการของผู้ป่วย
5.สุขภาพจิตและการออกกำลังกาย
6.ส่วนปัจจัยต่างๆเช่นการสูบบุหรี่
ดื่มสุรา การเสพยาเสพติด เป็นต้น
3.การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิดความหมายของการการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด
การวางแผนครอบครัว
(Family
planning) หมายถึง “การที่บุคคลหรือคู่สมรสวางแผนไว้ล่วงหน้า
เพื่อ
1. หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ไม่พึงปรารถนา
หรือตั้งครรภ์ในขณะที่ยังไม่พร้อม ทั้งด้านร่างกายจิตใจ และสังคม
2. ควบคุมระยะเวลาที่จะตั้งครรภ์
ให้เหมาะสมกับอายุและสุขภาพของร่างกาย
3. ให้มีการตั้งครรภ์เมื่อต้องการ
4. เว้นระยะการมีบุตรอย่างเหมาะสม ทั้งนี้
เพื่อให้มารดาและบุตรที่เกิดมามีสุขภาพดี
ได้รับการเลี้ยงดูอบรมให้เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ” (ชวนชม สกนธวัฒน์, 2540)
การคุมกำเนิด (Contraception)
หมายถึงการป้องกันการปฏิสนธิ
หรือการป้องกันการตั้งครรภ์มนุษย์เริ่มรู้จักการคุมกำเนิด
หลังจากที่มนุษย์ทราบกระบวนการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์
ในสมัยโบราณแนะนำให้หลั่งข้างนอก ตลอดจนให้งดร่วมเพศในกรณีที่ไม่ต้องการมีบุตร
ถุงยางอนามัยในยุคเริ่มต้นถูกสร้างจากลำไส้ใหญ่ของสัตว์
เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์
ความสำคัญของการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด
ในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ที่ผ่านมามีการประกาศว่า ขณะที่ประชากรบนโลกมีจำนวนครบ 7000 ล้านคนแล้ว
ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว คือเพิ่มถึง 1000 ล้านคน ในเวลาเพียง
12 ปี จากจำนวนประชากร 6000 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2000 พ.ศ.2543
นับวันประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ทรัพยากรลดลงอย่างรวดเร็ว
หากไม่มีการคุมกำเนิดหรือการวางแผนครอบครัวปัญหาการขาดแคลนปัจจัยสี่ต้องตามมาอย่างแน่นอน
ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากร 70 กว่าล้านคน (ข้อมูล2554)มีอัตราการเกิดเป็น 12.9
ต่อ1000 คนอย่างไรก็ตามอัตราการเกิดของคนไทยยังอยู่ในระดับดี
ทั้งนี้เป้นผลมาจากการที่ทั้งหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนได้ช่วยกันรณรงคืให้ความรู้
เรื่องการวางแผนครอบครัวกับประชาขนอย่างดีเสมอมา
การวางแผนครอบครัวที่เหมาะสม
การมีบุตรที่จำนวนเหมาะสมจะทำให้ครอบครัวมีคุณภาพมากที่สุด
บุตร-ธิดาจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ การเลี้ยงดูบุตร1
คนตั้งแต่เล็กจนสามารถเลี้ยงชีพได้ต้องมีค่าใช้จ่ายมากมาย
ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาค่าใช้จ่ายด้านปัจจัย 4 (อาหาร เครื่องนุงห่ม ที่อยู่อาศัย
และยารักษาโรค)ซึ่งนับวันจะยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้นทุกที
การมีบุตรจำนวนมากจะมีผลกระทบต่อสุขภาพมารดาและทารกอย่างมากด้วย (ประนอม บุพศิริ
2554)
1.การเลือกคู่ครอง
ไม่ใช่ความรัก
ความชอบเกิดขึ้นได้และอาจเปลี่ยนไปในชั่วระยะเวลาสั้นๆ ไม่ยืนนาน ”
จุดเริ่มต้นที่สำคัญของชีวิตสมรส คือ การเลือกคู่ครอง
เพราะการตัดสินใจในการเลือกคู่ครองนั้น เป็นการตัดสินใจที่สำคัญในชีวิตของคนเรา
ผลจากการตัดสินใจในการเลือกคู่ครอง หมายถึง
ความสุขความสมหวังหรือความล้มเหลวในชีวิตของคู่สมรส ฉะนั้น
ก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานเราควรคิดอย่างรอบคอบและเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม
เพราะการวางรากฐานที่มั่นคงหรือการตั้งต้นที่ดีนั้น หมายถึง
ได้ประสบความสำเร็จในชีวิตไปแล้วครึ่งหนึ่งนั่นเอง
การเลือกคู่ครองนับได้ว่าเป็นกระบวนการอย่างหนึ่ง
ไม่ใช่เป็นเรื่องของโชคหรือดวงชะตาแต่อย่างใด
การเลือกคู่ครองจึงควรใช้เหตุผลมากกว่าที่จะใช้อารมณ์
โดยพิจารณาคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ที่จะได้รับเลือก
เพื่อคาดหวังผลสำเร็จในอนาคตโดยอาศัยหลักการที่ว่า การค้นพบสิ่งที่อาจทำให้ผิดพลาดได้ก่อน
ย่อมดีกว่ามาพบในภายหลังเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างสายเกินไปแล้ว
เมื่อคนเราเกิดความสนใจต่อเพศตรงข้ามและเริ่มปรับตัวเข้ากับเพศตรงข้ามแล้ว
ความพึงพอใจหรือความสนใจเป็นพิเศษที่มีต่อเพศตรงข้ามจะเกิดขึ้นตามมา
วัยรุ่นส่วนมากมักคิดว่าความพึ่งพอใจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความรักที่ตนมีต่อเพศตรงข้าม
ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วความพึงพอใจกับความรักนั้น แตกต่างกัน
ความพึงพอใจ
หมายถึง การสะดุดตาสะดุดใจในรูปร่างหน้าตา น้ำเสียง
หรือลักษณะที่น่าประทับใจบางอย่างในบุคคลที่เราสนใจ ทำให้เกิดความรู้สึกคลั่งไคล้
นึกถึงอยู่ตลอดเวลา ความพึงพอใจมักจะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายและเกิดขึ้นได้เสมอ
อย่างไรก็ตามความพึงพอใจอาจเป็นแนวทางเบื้องต้นที่จะทำให้เกิดความรักได้
ความรัก
เป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่แสดงต่อบุคคลหรือสิ่งของ
การแสดงออกของความรักจะเป็นความปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ๆ และช่วยเหลือทำงานให้กลับคนที่เรารัก
ความรักมีหลายประเภท เช่น รักตนเอง รักเพื่อน รักเพื่อนต่างเพศ
ความรักเป็นความรู้สึกที่ฝังอยู่ในจิตใจอย่างมั่นคงและเปลี่ยนแปลงได้ยาก
ความรักเป็นสิ่งเริ่มต้นที่จะชักจูงให้ชายและหญิงต้องการใช้ชีวิตร่วมกัน
และเป็นสิ่งเชื่อมความรู้สึกของคน 2 คนไว้ด้วยกัน
ผู้ที่จะเลือกมาเป็นคู่ครองจึงควรเป็นผู้ที่ตนรักและรักตน
ผู้ที่มีความรักให้แก่กันอย่างแท้จริงจะมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแต่งงานกัน
หลักทั่วไปในการเลือกคู่ครอง
ในการเลือกคู่ครอง
นอกจากจะพิจารณาพื้นฐานด้านความรักที่ชายและหญิงมีให้แก่กันและกันแล้ว ควรพิจารณาองค์ประกอบอื่น
ๆ ด้วย ดังนี้
1. เชื้อชาติ
โดยทั่วไปคนเชื้อชาติเดียวกันย่อมมีภาษา
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่เหมือนกัน
คู่ครองที่มีเชื้อชาติเดียวกันจึงมักจะเข้าใจกันได้ง่าย
ถ้าหากเป็นคนละเชื้อชาติก็อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งไม่เข้าใจกัน และอาจเกิดปัญหาการอพยพหรือย้ายกลับภูมิลำเนากับคู่สมรส
ทำให้ชีวิตคู่ต้องแยกหรือพลัดพรากจากกันได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม
คู่สมรสที่มีเชื้อชาติต่างกันก็ไม่ใช่ว่าชีวิตสมรสจะล้มเหลวเสมอไป
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับที่การปรับตัวของคู่สมรส ถ้าได้ใช้ความพยายามอย่างแท้จริงในการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขได้
2. ศาสนา เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า
ศาสนาทุกศาสนามีจุดมุ่งหมายในการ อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ละเว้นความชั่ว
ส่วนหลักการและพิธีกรรมต่างๆ ของแต่ละศาสนาย่อมมีลักษณะแตกต่างกันออกไป
ถ้าหากคู่สมรสนับถือศาสนาเดียวกัน
ความเชื่อถือศรัทธาและการปฏิบัติตนตามพิธีกรรมทางศาสนาก็จะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
แต่หากนับถือศาสนาต่างกันก็อาจจะมีปัญหากระทบต่อการดำเนินชีวิต เช่น
คนหนึ่งจะไปวัดอีกคนไปโบสถ์
หรือเกิดปัญหาข้อขัดแย้งว่าจะให้บุตรที่เกิดมานับถือศาสนาอะไร เป็นต้น
การตัดสินใจเลือกคู่ที่นับถือศาสนาต่างกันจึงจำเป็นต้องพยายามปรับตัวเข้าหากัน
และไม่ควรนำประเด็นทางศาสนามาเป็นข้อโต้แย้งว่าศาสนาของงใครดีกว่าของใคร
เพราะปัญหานี้ไม่มีข้อสรุปและอาจนำไปสู่ความแตกแยกในชีวิตสมรสได้ง่าย
3. การศึกษา การที่คู่สมรสมีระดับการศึกษาสูงหรือจบปริญญา
แม้จะไม่ใช่เครื่องรับประกันความสำเร็จของชีวิตสมรสได้อย่างแน่นอนก็จริงอยู่
แต่จากตัวอย่างชีวิตสมรสจำนวนมากได้ชี้ให้เห็นว่า
คนที่มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มในการประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่าคนที่มีการศึกษาต่ำ
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าการศึกษาช่วยทำให้บุคคลเจริญงอกงามทั้งทางร่างกาย
จิตใจอารมณ์ สังคมและสติปัญญา
ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชีวิตสมรสหรือชีวิตครอบครัวเป็นอย่างมากและจากการศึกษาวิจัยโดยทั่วไปมักพบว่า
คู่สมรสที่มีสติปัญญาและระดับการศึกษาใกล้เคียงกันมักจะมีโอกาสประสบความสุขและความสำเร็จในชีวิตสมรสมากกว่าคู่สมรสที่มีระดับการศึกษาต่างกันมาก
เพราะระดับการศึกษาที่ใกล้เคียงกันจะช่วยทำให้คู่สมรสพูดจากันรู้เรื่องและเข้าใจกันได้ง่าย
แต่หากคู่สมรสมีระดับการศึกษาต่างกัน ฝ่ายชายควรจะเป็นฝ่ายที่มีการศึกษาสูงกว่า
ถ้าฝ่ายหญิงมีการศึกษาสูงกว่าฝ่ายชายมาก อาจทำให้เกิดปัญหาในการปรับตัวของฝ่ายชายได้
4. ฐานะทางเศรษฐกิจ
ความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจหรือฐานะการเงินนับเป็นข้อที่ควรพิจารณาอีกประการหนึ่งในการเลือกคู่
เพราะถ้าคู่สมรสมีฐานะทางการเงินไม่ดีการหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย
ในขณะที่ครอบครัวต้องขยายตัวออกไป สมาชิกใหม่ในครอบครัวก็จะต้องเพิ่มขึ้น
อาจมีผลกระทบให้เกิดปัญหาชีวิตครอบครัวได้
เว้นเสียแต่คู่สมรสนั้นจะต้องทำงานหนักเพื่อเพิ่มพูนรายได้และรู้จักประหยัดในการใช้จ่าย
จึงจะทำให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
5. บุคลิกภาพ คนเรามีบุคลิกภาพไม่เหมือนกัน
บุคลิกลักษณะที่เป็นเสน่ห์อยู่ในตัวบุคคลก็แตกต่างกันออกไปด้วย เช่นขนาดของร่างกาย
รูปร่าง หน้าตา กิริยาท่าทาง ท่วงทีวาจาอุปนิสัยใจคอ ความสนใจ ค่านิยม รสนิยม
อุดมคติ ความประพฤติ ฯลฯ ลักษณะต่างๆ เหล่านี้
เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างพันธุกรรม และประสบการณ์ทั้งหมดของแต่ละบุคคลเมื่อคนเราจะเลือกคู่ครองจึงจำเป็นจะต้องพิจารณาบุคลิกภาพ
บุคลิกลักษณะของผู้ที่จะมาเป็นคู่ครอง
หรือคู่ชีวิตของตนเองในอนาคตด้วยว่าบุคลิกภาพและบุคลิกลักษณะดังกล่าว
เหมาะสมกับตนหรือไม่ ตนพอใจยอมรับที่จะอยู่ร่วมกันในชีวิตสมรสหรือไม่
ดังนั้นการศึกษาเรื่องบุคลิกภาพของคู่ครองก่อนแต่งงานจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
และชีวิตสมรสที่มีความสุขจะต้อง ประกอบด้วยบุคลิกภาพของชายและหญิงที่เข้ากันได้
และจะต้องทราบอุปนิสัยใจคอต่างๆ ของคู่สมรสก่อนแต่งงาน
แม้ว่าบุคลิกภาพของคนเราจะเปลี่ยนแปลงได้
แต่ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของอีกฝ่ายหนึ่งภายหลังการแต่งงานกันแล้ว
ก็อาจจะเสี่ยงต่อความผิดหวังในชีวิตสมรสได้
ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจ
6. วุฒิภาวะทางอารมณ์
การที่ร่างกายของชายและหญิงเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่และพร้อมที่จะให้กำเนิดบุตรได้
มิได้หมายความว่า บุคคลผู้นั้นพร้อมที่จะแต่งงาน หรือมีครอบครัวได้
การแต่งงานหรือการสมรสจำเป็นต้องอาศัยความเจริญเติบโตของจิตใจ
หรือความมีวุฒิภาวะทางอารมณ์เป็นหลักสำคัญประกอบด้วย
เพราะผู้ที่บรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์ย่อมเป็นผู้ที่สามารถปรับตัวให้มีความสุขกับครอบครัว
สังคม และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้ดี
ความสามารถในการปรับตัวนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตสมรสที่ประสบความสำเร็จ
บุคคลที่มีวุฒิภาวะอารมณ์
อาจสังเกตได้จากพฤติกรรมเหล่านี้
- เป็นผู้ที่รู้จักและเข้าใจตนเองได้ดี
- เป็นผู้รู้จักและเข้าใจผู้อื่นได้ดี
- เป็นผู้ที่สามารถเผชิญกับความจริงแห่งชีวิตได้ดี
- ตัดสินใจได้เอง
เมื่อทำผิดก็ยอมรับผิด
- มองอนาคตด้วยความหวัง
และเต็มใจรอคอย
- เข้าใจและยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล
- มีจิตใจมั่นคง
และไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ได้ง่าย
- มีอารมณ์ขัน และมองโลกในแง่ดี
- ยอมรับกติกาหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ
ที่มีอยู่ในสังคม
- มีความสุขุมรอบคอบ รู้จักเหตุผล
และรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว
- รู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบสูง
- สามารถประเมินผลการกระทำของตนเองได้
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวุฒิภาวะทางอารมณ์ของบุคคลได้แก่
อายุ ผู้ที่มีอายุมากจะเป็นผู้ที่มีอารมณ์มั่นคงกว่าผู้ที่มีอายุน้อย
และจากการศึกษาพบว่า อายุที่เหมาะสมกับการมีคู่ครองนั้นผู้ชายควรจะมีอายุระหว่าง 27-30 ปี ผู้หญิงควรมีอายุระหว่าง 21-25 ปี
และไม่ควรแตกต่างกันเกิน 10 ปี
เพราะความต่างวัยจะทำให้คู่สมรสปรับตัวเข้าหากันได้ยาก
เนื่องจากความต้องการและความสนใจในกิจกรรม
การเลือกคู่ครองที่ดี
พื้นฐานอันมั่นคงที่จะทำให้อยู่ครองเรือนอยู่กันได้ยืดยาวเรียกว่าสมชีวิธรรมมี
4 ประการคือ
1. สมศรัทธา
มีศรัทธาเสมอกันหนักแน่เสมอกันปรับตัวเข้าหากันลงได้
2.สมสีลา มีศีลเสมอกัน
คือความประพฤติจรรยา มารยาท พื้นฐานการสอดคล้องกันไปได้
3.สมจาคา มีจาคเสมอกัน
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี มีใจกว้างพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น
4.สมปัญญา ปัญญาสมกัน
รู้เหตุรู้ผลเข้าใจกันอย่างน้อยพูดกันรู้เรื่อง
สถานบันครอบครัวจัดว่าเป็นสถาบันที่เล็กที่สุด
แต่มีความสำคัญมากที่สุดเหมือนกับ
สมาชิกในครอบครัวนั้นจะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของคนทุกคนที่จะต้องนำไปใช้เพื่อคุณภาพของคนในครอบครัว
การวางแผนครอบครัว
เป็นการตั้งเป้าหมายเพื่อให้ครอบครัวมีความพร้อมในทุกด้าน เริ่มแต่การเลือกคู่ครอง
ความพร้อมด้านที่อยู่อาศัย และอาชีพ การเงิน
รวมไปถึงการแต่งงานเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีการวางแผนครอบครัว
เพราะคู่สมรสนั้นจะต้องวางแผนล่วงหน้าว่าจะมีลูกกี่คน เว้นช่วงระยะห่างการมีลูกอย่างไรให้เหมาะสม
การเป็นพ่อแม่ที่ดีควรปฏิบัติอย่างไร
เลี้ยงลูกอย่างไรให้ถูกวิธีให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุข
มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ อันจะนำไปสู่การกินดีอยู่ดีในสังคม
หากขาดการวางแผนครอบครัวที่ดีแล้วย่อมทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย เช่น
การหย่าร้าง เด็กขาดความรักความอบอุ่น ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ เป็นต้น
เพราะในยุคปัจจุบันสภาพสังคม
ภาวะเศรษฐกิจนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆในครอบครัว
หลักเกณฑ์ในการเลือกคู่ครอง
1. ความรักและความพึงพอใจ
2. วุฒิภาวะของคู่สมรส
ได้แก่
- อายุ
- สุขภาพกาย
- วุฒิภาวะทางอารมณ์
- ระดับสติปัญญา
3. บุคลิกภาพ
4. ศาสนาและวัฒนธรรม
5. ฐานะทางเศรษฐกิจ
ความพร้อมในด้านต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญมาก
สำหรับชีวิตสมรส การเตรียมตัวก่อนการสมรส นอกจากการวางแผนจัดงานตามประเพณีแล้ว
คู่สมรสควรพิจารณาในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
1. ความพร้อมด้านอารมณ์
โดยปกติอายุเป็นส่วนหนึ่งของความพร้อมด้านอารมณ์
ดังนั้นคู่สมรสจึงควรสำรวจตนเองว่ามีความพร้อมที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ
ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตสมรสหรือไม่
2. ความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจ
เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตคู่ คู่สมรสควรมีอาชีพหรือรายได้ก่อนแต่งงาน
1.
ความพร้อมด้านสุขภาพ
คู่สมรสควรปรึกษาแพทย์ก่อนแต่งงานเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด
ถ้ามีปัญหาจะได้แก้ไข
การตรวจสุขภาพก่อนสมรส
1. สุขภาพทั่วไป เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เป็นโรคร้ายแรง
เช่น โรคเอดส์ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
2. ค้นหาความบกพร่องทางด้านร่างกายที่เป็นอุปสรรคในการตั้งครรภ์
เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป
3. การตรวจกลุ่มเลือด เพื่อให้ทราบถึง
โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เพื่อสามารถระมัดระวังและป้องกันตนเองตามคำแนะนำของแพทย์ได้
กฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับ
การให้สมรส
ตามกฎหมาย
ยินยอมให้กระทำการสมรสได้เมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์
โดยได้รับความยินยอมจากพ่อแม่และผู้ปกครอง แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 17 ปี ก็สามารถทำการสมรสได้แต่ต้องขออนุญาตจากศาล
นอกจากนี้ตามกฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขแห่งการสมรสว่า
ห้ามบุคคลต่อไปนี้ทำการสมรสกัน เช่น เป็นคนวิกลจริต เป็นญาติสืบสายเลือดเดียวกัน
ผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม เป็นคู่สมรสของบุคคลอื่น
การมีบุตร
คู่สมรสควรมีความพร้อมทางด้านกายและจิตใจ
อันดับแรกเราควรที่จะพร้อมทั้งด้านร่างกายก่อนว่าสุขภาพของเราต้อนนี้ดีพร้อมที่จะตั้งครรภ์ลูกน้อยหรือยัง
โดยเฉพาะสุภาพสตรี ควรไปปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจร่างกายดูสุขภาพทั่วไป
โรคประจำตัว ตรวจทั้งการเพาะเชื้อจากปากมดลูก ตรวจมะเร็งปากมดลูก
รวมทั้งการตรวจหาภูมิต้านทานโรคหัดเยอรมัน และไข้สุกใส
หากไม่มีภูมิคุ้มกันเหล่านี้ แพทย์ก็จะแนะนำให้ฉีดวัคซีนซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีก 3 เดือนจึงจะตั้งครรภ์ได้
นอกจากนี้
ก็ควรดูที่จิตใจของเราว่าตอนนี้อยู่ในสภาพอะไร ดีหรือไม่ดี สำหรับท่านที่ดื่มสุรา
ติดยาเสพติด และสูบบุหรี่ (รวมทั้งสตรีที่สามีสูบบุหรี่ด้วยเช่นกัน)
ควรจะละหรือเลิกเสียก่อน เพราะจะทำให้ตั้งครรภ์ยาก
และหากตั้งครรภ์ก็อาจจะมีผลเสียต่อเด็กในครรภ์
3.คู่สมรสควรมีความพร้อมในการปรับตัว
ชีวิตของเราเป็นอย่างไรเมื่อครั้งก่อนนั้น
มันอยู่ในสภาพแบบไหน ถ้าชีวิตที่ยังชอบสนุกสนานอยู่ก็ไม่ควรที่จะมีลูก
แต่ถ้าชีวิตพร้อมที่จะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นก็ควรที่จะลืมชีวิตแบบเก่าเสีย
แล้วจึงตัดสินใจที่จะมีลูก และจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัว และเปลี่ยนแปลงชีวิต
เป็นแบบอย่าง เพื่อจะได้สอนลูกตามหลักการของพ่อแม่ที่ดีต่อไป
สุขภาพร่างกายของภรรยา
ต้องแข็งแรงทั้งสุขภาพกายและจิตใจความแข็งแรงของร่างกายจะช่วยให้คุณผู้หญิงตั้งครรภ์และคลอดอย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ มีการศึกษาว่า หากออกกำลังตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ และระหว่างการตั้งครรภ์
จะทำให้คลอดได้ง่าย รวมถึงการควบคุมน้ำหนักไม่ให้มาก หรือน้อยกว่า 15% ของน้ำหนักมาตรฐาน จะทำให้เด็กเจริญเติบโตได้ดี
หากคุณน้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐานเกิน 15% แสดงว่าคุณผอมเกินไป
ทำให้ตั้งครรภ์ยาก ซึ่งข้อควรระวังจากผล กระทบเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในเดือนแรกๆ
นั้น อาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน น้ำหนักคุณผู้หญิงจะลดลงอีก
ซึ่งแนะนำว่าคุณผู้หญิงควรจะเพิ่มน้ำหนัก ก่อนการตั้งครรภ์ ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ
พยายามอย่าให้เครียด เพราะความเครียดจะมีผลเสียต่อการตั้งครรภ์ ทำให้ตั้งครรภ์ยาก
คลอดก่อนกำหนด เด็กคลอดออกมาก็จะมีน้ำหนักน้อย
การมีลูกถือเป็นการเพิ่มภาระหน้าที่ให้กับคู่สมรสอีกทางหนึ่ง
ดังนั้น คู่สมรสควรมีความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน
ซึ่งจะต้องมีฐานะที่มั่นคงพอสมควร จึงควรเก็บเงินไว้สักก้อนหนึ่งก่อนที่จะมีลูก
เพื่อจะได้ไม่ขัดสน และเมื่อมีลูกออกมาแล้วนั้น ผู้เป็นพ่อแม่จะต้องดูว่าเศรษฐกิจการเงิน
ของครอบครัวด้วยว่าเป็นอย่างไร โดยจะต้องจัดทำตารางรายรับรายจ่ายอยู่เสมอ
เพื่อจะรู้ว่าในแต่ละครั้งเราใช้เงินมากหรือน้อย เงินพอที่จะเก็บไว้ในอนาคตหรือไม่
ต้องรู้จักการวางแผนการใช้เงินให้เป็นต้องให้เวลาในการเลี้ยงลูกเพราะการเติบโตที่ดีของลูกนั้น
ย่อมมาจากการเลี้ยงดูที่ดีของผู้เป็นพ่อและแม่ ที่จะต้องให้ความรัก ความอบอุ่น
และการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ เพื่ออนาคตที่ดีของลูกต่อไป
4.การปรับตัวในชีวิตสมรส
เพื่อให้การครองเรือนราบรื่น
คู่สมรสควรยึดหลักในการปรับตัวในชีวิตสมรส ดังนี้
1. การปรับตัวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว
การให้เกียรติและยกย่องกัน ไม่ประพฤติตนนอกใจคู่สมรส
2. การปรับตัวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ
ปัญหาเรื่องเงินมักเป็นปัญหาใหญ่ ควรมีการวางแผนการใช้จ่าย
3. ปรับตัวด้านเพศสัมพันธ์
ย่อมนำความพึงพอใจมาสู่คู่สมรส และเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ชีวิตครอบครัวราบรื่น
5.ความขัดแย้งภายในครอบครัว
ภาระอันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของคนเราก็คือ
การสร้างครอบครัวให้มีความสุข มั่นคงยืนนาน
เลี้ยงดูอบรมบุตรธิดาให้มีความเจริญสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
เป็นอนาคตที่สำคัญของชาติต่อไป เมื่อครอบครัวดี สังคมก็ดี
ประเทศชาติก็เจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย
การที่จะสร้างครอบครัวให้มีความสุขสมบูรณ์ได้นั้น พ่อแม่มีส่วนสำคัญ มาก
เพราะเป็นผู้ที่มีบทบาท และกำหนดบทบาทของคนในครอบครัวให้ดำเนินชีวิตไปตามขอบเขต
หรือความคิดอ่านของคู่สามีภรรยา ปัญหาอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการสร้างความสุขในครอบครัว
ก็คือความขัดแย้งระหว่างสามีภรรยา
ซึ่งจะส่งผลกระทบมาที่ตัวลูกและสมาชิกทุกคนในครอบครัว ฉะนั้น
จึงควรมาศึกษาและหาทางแก้ปัญหาร่วมกันเพื่อที่จะไม่ให้ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นในครอบครัวได้
ความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัว พอแยกได้ว่ามาจากสาเหตุต่างๆ
ดังต่อไปนี้คือ
1. นิสัยและความเคยชินส่วนตัว
เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงกันยากมาก เพราะเป็นนิสัยติดตัวมานาน เคยปฏิบัติซ้ำๆ
มาแล้วในอดีต ถึงแม้จะเปลี่ยนได้ แต่ก็เป็นเพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น
ฉะนั้นสามีภรรยาจะต้องยอมรับ และทำใจให้ได้แล้วปรับตัวเข้าหากัน ผ่อนสั้นผ่อนยาว
ถึงจะอยู่ด้วยกันยืนยาว
2. ขาดความตระหนักในบทบาทและหน้าที่
สมัยก่อนสามีมีบทบาทเป็นผู้นำ หาเงินเลี้ยงครอบครัว ปัจจุบันสตรีมีบทบาทในการทำงาน
หาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวเช่นกัน แต่สตรีก็ยังต้องมารับผิดชอบงานในบ้าน
และอบรมสั่งสอนบุตรธิดาอีก จึงทำให้บางครั้งภรรยารู้สึกหงุดหงิด
และจุกจิกจู้จี้ไปบ้าง ทำให้เกิดความขัดแย้งได้
และสามีบางคนก็ไม่รับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง คอยตำหนิ
ดุด่าภรรยาว่าไม่อบรมเลี้ยงดูบุตร ทั้งๆ
ที่งานอบรมเลี้ยงดูบุตรก็เป็นหน้าที่โดยตรงของทั้งพ่อและแม่ ฉะนั้น
ทั้งสองคนต้องช่วยเหลือกันในการอบรมเลี้ยงดูบุตร
ตลอดจนการงานในบ้านที่ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
3. ไม่มีเวลาให้กันและกัน
เนื่องมาจากต่างฝ่ายต่างมีภารกิจต้องทำงาน บางทีก็แยกกันอยู่ ทำให้ไม่มีเวลาพูดคุย
รับรู้สารทุกข์สุกดิบของกันและกัน ครอบครัวจึงควรมีวันแห่งครอบครัว สัปดาห์ละ 1 วัน หรือแล้วแต่ตกลงกัน มีเวลาอยู่พร้อมหน้ากัน พ่อ แม่ ลูก
มีกิจกรรมร่วมกัน
4. ใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาในครอบครัว ได้แก่
การทะเลาะ ดุด่า ข่มขู่ จนกระทั่งลงมือตบตีกัน
ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการพูดยั่วยุของฝ่ายหญิง ทำให้ฝ่ายชายโกรธจนทนไม่ได้
ลงมือทำร้าย เพื่อระงับเหตุ
ความรุนแรงในครอบครัว
ความรุนแรงในครอบครัว หมายถึง
การกระทำหรือพฤติกรรมการทำร้ายกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวโดยเจตนา มีผลกระทบต่อร่างกายเป็นสำคัญรวมทั้งการทำร้ายกันทางด้านจิตใจและอารมณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย
การทำร้ายร่างกาย เริ่มจากการทุบตี ตบ เตะ ต่อย
ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตการทำร้ายทางด้านจิตใจและอารมณ์ ด้วยการพูดจาก้าวร้าว ดูหมิ่นดูแคลน
เสียดสีล้อเลียน
โดยใช้ถ้อยคำหยาบคาย
การข่มขู่ คุกคาม กักขัง
หน่วงเหนี่ยว กีดกัน ไม่ให้พบปะสังสรรค์ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง
การเพิกเฉยหรือละเลย
การกดขี่ข่มเหงจิตใจ
ทำให้อีกฝ่ายมีความกลัว
หวาดระแวง อารมณ์หวั่นไหว เศร้าซึม
รวมทั้งการบีบคั้นทางด้านเศรษฐกิจด้วยการไม่สนับสนุนหรือให้เงินไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
ระดับความรุนแรง เริ่มตั้งแต่การทะเลาะวิวาท การทำร้ายร่างกาย และการทำลายชีวิต
ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว
ความขัดแย้งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่นเดียวกับฝนตก แดดออก
เมื่อมีคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป
ความขัดแย่งย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้
เพราะคนเรามีความแตกต่างกันทั้งในด้านความคิดและการอบรมเลี้ยงดู ความขัดแย้งในครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของสัญญาณเตือนภัยถึงรอยร้าวของสัมพันธภาพภายในครอบครัว
ความรุนแรงในครอบครัวเป็นการแสดงออกของความรู้สึกขัดแย้งที่ไม่สามารถแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงได้
ความขัดแย้งในครอบครัวเป็นพฤติกรรมเกิดจากการเรียนรู้และสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยการจัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้เป็นประสบการณ์ด้านบวก เพื่อรักษาสัมพันธภาพและความรัก ความเป็นมิตรที่มีต่อกันให้แน่นแฟ้น ด้วยการพูดคุยทำความเข้าใจ
พร้อมที่จะให้อภัยในความผิดพลาดหรือความเข้าใจผิดที่ได้เกิดขึ้นแล้ว
แนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวโดยไม่ใช้ความรุนแรง
การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง
ส่วนมากพบว่าผู้ที่นิยมแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวโดยใช้ความรุนแรง จะมีประสบการณ์ชีวิตซึ่งถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เช่น
ถูกทุบตี
ตบหน้าหรือถูกลงโทษอย่างรุนแรง
จากพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ภายในครอบครัว
มีแนวทางการปฏิบัติตนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ในครอบครัวโดยไม่ใช้ความรุนแรง ดังนี้
1) เรียนรู้วิธีการควบคุมอารมณ์ และระบายความโกรธ โดยไม่ทำร้ายผู้อื่น
2) ให้ความรักความเข้าใจต่อคนในครอบครัว
3) สร้างสัมพันธภาพที่อบอุ่น เอาใจใส่
มีบรรยากาศของความเป็นมิตร
4) มีเทคนิคการหลีกเลี่ยงหรือการจัดการอย่างเหมาะสมเมื่อถูกก้าวร้าว
5) สร้างความภาคภูมิใจในครอบครัวและวงศ์ตระกูล
6) สร้างความมั่นคงในอารมณ์ มีความเชื่อมั่นใจตนเอง เพิ่มความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง
7) มีภูมิต้านทานแรงกดดันของพฤติกรรมก้าวร้าวจากบุคคลในครอบครัว
8) ลดความเครียด ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา นันทนาการ
ดนตรี สวดมนต์ นั่งสมาธิ
9) ขอปรึกษาจากญาติหรือเพื่อนที่ไว้ใจได้ หรือหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยเข้ามาไกล่เกลี่ยประนีประนอม เจรจาตกลงปัญหาความขัดแย้ง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความรุนแรง และยุติการใช้ความรุนแรง
10) ไม่ควรพูดยั่วยุ จนถึงขั้นทนไม่ได้
11) ควรตั้งกติกาครอบครัวเอาไว้ เช่น ไม่โกรธกันนานเกิน
1 อาทิตย์ ผู้ใดเป็นฝ่ายผิดต้องขอโทษก่อน
และอีกฝ่ายต้องรีบให้อภัย และไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกเสียหน้า
12) ถ้าทนไม่ไหวต่อการยั่วยุจริงๆ
ให้หลีกเลี่ยงการลงไม้ลงมือ โดยการเดินหนีไปสักระยะหนึ่ง เมื่อหายโกรธค่อยกลับมา
ถ้าทุกครอบครัวมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น
ไม่ควรปล่อยไว้ให้หมักหมมไว้ ควรหันหน้าเข้าพูดจากัน
หาวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกันไม่ผลักภาระความรับผิดชอบให้ฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบ
สื่อสารด้วยวาจาสุภาพอ่อนโยน ไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหาแล้วความขัดแย้งต่างๆ
จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นอันจะเป็นผลให้ครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์ตลอดไป
6.ความสุขที่แท้จริงจากเพศสมรส
การพิจารณาตัวเองก่อนการแต่งงาน
ลองย้อนกลับไปคิดถึงอดีตเมื่อครั้งที่คุณทั้งสองเริ่มรู้จักกัน
จนถึงตอนที่คุณตัดสินใจแต่งงานกัน คุณเข้าใจอุปนิสัยที่แท้จริงของคู่แต่งงาน
มากน้อยเพียงไรโดยปกติแล้ว คนทั่วไปที่มิไช่คู่แต่งงานมักจะมองการกระทำของผู้อื่นในแง่
“ลบ” แต่สำหรับคู่แต่งงานแล้วทั้งคู่จะมองโลกในแง่ “บวก” ที่เต็มไปด้วยความสุข ไม่ว่าการกระทำของคู่ตน
จะเป็นเช่นไร ทั้งคู่ต่างเห็นดีเห็นงามตามกันเสมอ ซึ่งการกระทำเช่นนี้
อาจก่อให้เกิดการมองที่ผิดพลาดจากความเป็นจริง และ อาจทำให้
คุณผิดหวังในภายหลังได้ ดังนั้นการมองการกระทำของผู้อื่นไม่ว่า ในแง่ “บวก” หรือ “ลบ” ก็ดี ถือว่าเป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ในกรณีของ
คู่แต่งงานนั้นทั้งคู่ต่างมีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก
ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ไม่ไช่สิ่งหน้าตำหนิแต่อย่างใด
หากแต่ระวังการหลงเชื่อ แบบไร้เหตุผล
ให้พึงระวังอยู่เสมอว่าความรักสามารถทำให้คนตาบอดได้
ซึ่งในที่สุดก็จะพาทั้งคู่ไปพบกับความผิดหวัง
คู่แต่งงานควรศึกษาอุปนิสัยของกันและกันอย่างละเอียด
คุณควรรู้ทั้งข้อดีและข้อเสียของคู่แต่งงานว่าเป็นอย่างไร
และคุณยอมรับมันได้แค่ไหน ลองคิดดูว่าคุณพร้อมที่จะเผชิญกับมันอย่างไร
ถ้าคุณยอมรับในตัวเขาไม่ได้ทั้งหมดการแต่งงานคงเป็นไปได้ยาก คุณไม่ควรตั้งเงื่อนไข
หรือปฎิเสธนิสัยของคู่แต่งงานเพราะลักษณะนิสัยของคนเราเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตลอดชีวิต
แต่ทว่านิสัยที่ชอบทำร้ายผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บอย่างขาดสติ
ถือเป็นเรื่องที่เราควรปรับปรุงและแก้ไขอย่างเร่งด่วน
การยอมรับซึ่งกันและกันได้
เพื่อให้ตัวเองได้รับรู้และเข้าใจคู่แต่งงานอย่างถูกต้องคุณควรเปิดใจแก่กันในระดับใด
คุณมั่นใจได้แค่ไหนว่าเขารับความเป็นตัวของคุณได้จริงๆ
และคุณสามารถรับความเป็นตัวของเขาได้จริงหรือไม่คุณทั้งสองต่างมีหน้าที่ที่จะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของกันและกันออกมาให้มากที่สุด
ลองถามตัวเองว่าคนที่คุณจะแต่งงานด้วย
ได้ผ่านความเห็นชอบจากคนที่คุณรักและนับถือ เช่น พ่อแม่ พี่หรือเพื่อนสนิทแล้วหรือยัง
ปฎิกิริยาของพ่อแม่ พี่หรือเพื่อนสนิทแล้วหรือยัง ปฎิกิริยาของครอบครัวเป็นอย่างไร
โดยเฉพาะในกรณีที่คู่ถูกต่อต้านจากพ่อแม่ คุณทั้งคู่ตั้งใจจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
การแต่งงานจึงเป็นเรื่องที่คู่รักจะต้องเตรียมปรึกษาหารือและตัดสินใจมากมายบางเรื่องคุณไม่สามารถตัดสินใจโดยลำพังได้คู่แต่งงานจึงควรรับฟังความคิดเห็นของพ่อแม่ทั้ง
2 ฝ่าย ก่อนที่จะเดินหน้าต่อไป บางครั้งคู่แต่งงานก็เห็นด้วยกับคำแนะนำนั้น
บางครั้ง ก็โอนอ่อนผ่อนตาม บ้างก็ต้องจำยอมและบางทีก็ยอมอย่างมีเงื่อนไข
อย่างไรเสียก็ต้องจัดการ กันให้เรียบร้อย
หากเป็นที่ทำงานทุกอย่างอย่างเป็นธุรกิจเมื่อมีการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้วสิ่งนั้นถือเป็นข้อยุติ
แต่ระหว่างคน 2 คนในครอบครัวมันมิได้เป็นเช่นนั้น
ถึงภายนอกจะกำหนดด้วยคำพูดแต่ภายในใจนั้นอาจมีคำถามมากมายซ่อนอยู่ทำให้เราเกิดความไม่พอใจ
เสียใจ ไม่สนุก และในที่สุด เมื่อมีเรื่องเพียงเล็กน้อยมากระทบมันก็จะเป็นชนวนจุด
ให้ระเบิดออกมา นำไปสู่สภาวะที่ไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้
ดังนั้นการประนีประนอม
การโอนอ่อนผ่อนตามเป็นเรื่องที่ทั้ง 2 ฝ่ายควรกระทำ
สิ่งที่สำคัญคือการที่ต่างฝ่ายต่างต้องพยายามเข้าใจซึ่งกันและกันเอาใจเขามาใส่ใจเรามากที่สุด
และความรู้สึกไม่พอใจก็จะหมดไป
เวลาที่อยู่ด้วยกัน
2 คน คุณรู้สึกสบายใจหรือไม่?
เวลาพบกัน คุณรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น
รู้สึกเป็นตัวของตัวเองหรือรู้สึกสงบหรือไม่? คุณอาจค้นพบคำตอบได้จากการสังเกตความรู้สึก
ที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้เมื่อถูกกระตุ้นจากเหตุการณ์ภายนอก
ความรู้สึกที่น่ายินดีต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น
มิได้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำเราไปสู่การแต่งงาน มิไช่เกิดจากอารมณ์ชอบหรือเกลียด
การแต่งงานไม่ได้เป็นจุดสูงสุดของความรักและไม่ไช่ปลายทางเช่นกันเพราะที่ถูกต้องแล้ว
มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ชีวิตใหม่ของคน 2 คนต่างหาก
คุณสามารถจัดการกับสิ่งรอบตัวคุณได้หรือไม่
ในการตัดสินใจแต่งงาน
คุณมีเรื่องคาใจหรือปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกบ้างหรือไม่ ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์โดยเฉพาะเรื่องของเพศตรงข้ามควรจะมีการปรับความเข้าใจกันให้เรียบร้อย
คุณควรคิดว่าตัวเองมีหน้าที่ที่จะเปิดเผยอดีตและปัจจุบันของคุณทั้งหมดให้กับเขาหรือไม่อย่างไร?
ต่างฝ่ายต่างยังเป็น
“บุคคลที่มีอิสระ”
ถึงแม้ว่าในตอนนี้
คู่แต่งงานต่างตัดสินใจและตกลงด้วยวาจาว่าจะแต่งงานกันแล้วก็ตาม
จงอย่าลืมว่าตัวเองยังเป็น “บุคคลที่มีอิสระ” (อย่างน้อยก็ในทางนิตินัย) ที่จะเลือกคนอื่น
การประกาศเจตนาว่าจะแต่งงานต่อหน้าพระเจ้า ต่อตัวเอง
ต่อคู่แต่งงานหรือต่อสาธารณชนนั้น เป็นเรื่องของพิธีแต่งงาน
เพราะฉะนั้นก่อนการตัดสินใจประกาศการแต่งงานจงระวังอย่าผูกมัดตัวเองกับฝ่ายตรงข้ามพูดด้วยคำพูด
หรือ พฤติกรรมที่รีบด่วนเกินไป
การเริ่มชีวิตแต่งงานด้วยสภาพที่รู้สึกว่ายังมีสิ่งที่ตัวเองยอมรับไม่ได้
หรือยังมีอะไรคาอยู่ในใจนั้น จะกลายเป็นเรื่องที่ต้อง “เสียใจ”
ไปตลอดชีวิต
จงตัดสินใจแต่งงานด้วยการตัดสินใจที่เป็นอิสระและตนเองต้องการจริงๆ
โดยไม่มีอะไรค้างคาใจทั้งสิ้น
มีชีวิตอยู่เพื่อความสุขของทุกคนการแต่งงานไม่ไช่เพื่อหลีกหนีความโดดเดี่ยวไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือชีวิตประจำวัน
การใช้ชีวิตคู่ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าการใช้ชีวิตคนเดียว ในทางกลับกันสำหรับคนที่ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเอง
โดยเฉพาะด้านจิตใจนั้นชีวิตแต่งงานอาจเป็นเรื่องยากก็ได้
ดังนั้นคนคงไม่แต่งงานเพราะไม่สามารถ เป็นตัวของตัวของตัวเองทางด้านจิตใจ
และคงไม่แต่งงานเพื่อความสบาย ในชีวิตเพียงอย่างเดียวเช่นกัน
การก้าวเดินไปบนเส้นทางของตัวเอง และด้วยขาของตัวเอง
อย่างเข้มแข็งและมั่นคงนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะสำหรับคนโสดหรือคนแต่งงานแล้ว
ก่อนที่จะแต่งงาน เรามาลองสำรวจตัวเองอีกครั้งให้มั่นใจ
เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพ่อแม่ คู่แต่งงาน
หรือเพื่อนฝูงโดยตรงทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการค้นหา “ตนเอง”
ในส่วนลึกที่สุดของตัวเอง
พวกเราเติบโตมาท่ามกลางความรักความอบอุ่นของครอบครัวได้ทำงานในที่ทำงานที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์
มีเวลาแห่งความสุขห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนฝูง
มีชีวิตมาได้ด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันของผู้คนมากหน้าหลายตา
แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ ไม่ว่าใครก็คงจะรู้สึกถึง “ตัวตนที่เกิดมาเพียงลำพัง
ใช้ชีวิตคนเดียวและตายอย่างโดดเดี่ยว” ไม่ว่าคุณจะมีพ่อแม่
คุ่แต่งงาน คนที่เจตนาดีกับคุณ หรือคนที่รักคุณมากมายเท่าใดก็ตาม
คุณก็คงไม่สามารถปฏิเสธหรือหลีกหนีความเป็นจริงที่ว่า “เราเป็นตัวเราเอง”
ได้ ถึงจะแต่งงานไปแล้วก็ตาม “ความเป็นตัวเราเอง”
ก็ไม่ได้หายไป เพราะมันเป็นเนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์
นี่เป็นสิ่งที่มีเนื้อหามากมายจนไม่สามารถอธิบายออกมาได้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว
แล้ววิธีที่จะรู้สึกถึงมันนั้น ก็คงจะต่างกันไปแล้วแต่คน
แต่ถ้าลองมองดูในใจของตัวเองดู คนที่สามารถรู้สึกได้ถึงความอิ่มเอิบสมหวัง
ความรุ้สึกทางกาย ความรู้สึกมีคุณค่า และความรู้สึกท้าทายตรงนั้น
น่าจะเรียกได้ว่ามีความสุข
ความรู้สึกเมื่อได้อิ่มเอิบเมื่อได้สมหวัง
เช่น ชีวิตจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเมื่อวานหรือวันนี้เป็นที่พอใจ คุ้มค่า
ไม่ได้เสียเปล่าไปเลยแม้แต่น้อย มีการตอบสนอง ไม่ว่างเปล่า
ความรู้สึกทางกาย
ไม่ไช่แค่เรื่องร่างกายเท่านั้น
แต่รวมความสุขที่เกิดจากการไม่ได้ใช้ชีวิตที่เหมือนรู้สึกผิดและกลัวสายตาของผู้อื่นชีวิตที่สามารถพบปะใครก็ได้อย่างเสรี
ชีวิตที่ไม่ต้องอับอายต่อมโนธรรมมีคืนวันอันสดชื่น เป็นต้น
ความรู้สึกท้าทาย
คนที่ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก คนที่ฝ่าฟันอุปสรร
การครองเรือน
หรือ ชีวิตสมรส คือการที่ชายและหญิงมีความพอใจในรสสัมผัสซึ่งกันและกัน
ตกลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน จะเผชิญกับปัญหาร่วมกัน
และมีความพยายามที่จะดำเนินชีวิตร่วมกันเพื่อความสุขในการครองเรือน การที่บุคคล 2 คน ซึ่งต่างก็มีพื้นฐานจากครอบครัวเดิมต่างกัน มีความคิด ค่านิยม
รสนิยมต่างกัน มาอยู่ร่วมกัน ย่อมก่อให้เกิดปัญหาครอบครัวจะมีสุขได้
เพราะด้วยเหตุจากการประพฤติตนของสามีและภรรยา
บุคคลทั้งสองนี้เป็นผู้ที่มีความสามารถดลบันดาลให้ครอบครัวนั้น ๆ
เป็นสวรรค์ที่น่าอยู่หรือเป็นนรกก็ได้
ดังนั้นการเลือกใครมาเป็นคู่ครองของตนนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงสมชีวิกถา 4 ข้อ คือเหตุที่ทำให้คู่สมรสครองเรือนได้ยืดยาว
1. สมศรัทธา
ให้เลือกบุคคลที่มีความเชื่อเลื่อมใสในศาสนาหรือสิ่งเคารพบูชาต่าง ๆ เหมือนกัน
มีความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกัน มีจุดมุ่งหมายในชีวิตเหมือนกัน
ตลอดจนมีรสนิยมตรงกัน
2. สมศีลา
ให้เลือกบุคคลที่มีความประพฤติ ศีลธรรม จรรยามารยาท
มีพื้นฐานการอบรมพอเหมาะสอดคล้องกัน ไปกันได้ หรืออยู่ในระดับเดียวกัน จะได้ไม่เป็นเหตุให้เกิดความรังเกียจิซึ่งกันและกัน
3. สมจาคา
ให้เลือกบุคคลที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี มีใจกว้าง มีความเสียสละ
มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น
บุคคลที่เสมอกันด้วยจาคะนี้จะทำให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เพราะเมื่อคนเราอยู่ด้วยกันก็ต้องเสียสละทั้งทรัพย์สินเสียสละความสุขของตน
เพื่อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
4. สมปัญญา
ให้เลือกบุคคลที่มีปัญญาเสมอกัน คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักดี รู้จักชั่ว
รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์ มีการใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา
นอกเหนือจากการเลือกคู่โดยใช้หลักสมชีวิกถา 4 แล้ว
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เลือกคนที่มีลักษณะ 4
อย่างดังต่อไปนี้มาเป็นคู่ครอง เพื่อประโยชน์สุขในปัจจุบันชาติ
(ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์)
1. เลือกบุคคลที่มีความขยันในการประกอบอาชีพ
2. เลือกบุคคลที่เป็นคนประหยัด
รู้จักออมทรัพย์
3. เลือกบุคคลที่รู้จักคบคนดีเป็นเพื่อน
4. เลือกบุคคลที่มีการเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้
ไม่ให้ฝืดเคืองนัก
ไม่ให้ฟุ้งเฟ้อนักหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันของสามี-ภรรยา เมื่อผ่านขั้นตอนการเลือกคู่แล้ว
การอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยาทั้งคู่จะต้องมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน
ดังนี้ สามีมีหน้าที่ 5 ประการ
1. ให้ความนับถือ
ยอมรับฐานะแห่งภรรยา
2. ยกย่องให้เกียรติ
ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม
3. มีความซื่อสัตย์
ไม่นอกใจ
4. มอบความเป็นใหญ่
5. หาเครื่องประดับ
เครื่องแต่งกายมามอบให้
ภรรยามีหน้าที่
5 ประการ
1. จัดดูแลงานบ้านให้เรียบร้อย
2. ใส่ใจสงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี
3. ซื่อสัตย์
ไม่ประพฤติผิดนอกใจ
4. ช่วยประหยัดดูแลรักษาทรัพย์ที่หามาได้
5. ขยัน
ไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง
สามีภรรยาเป็นบุคคลที่พึ่งเป็นพึ่งตายซึ่งกันและกัน ฉะนั้น
พระพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนให้มีความซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ประพฤตินอกใจกันและกัน
เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการทำร้ายจิตใจของกันและกัน
ท่านทรงสอนให้คู่สมรสมีสัจจะคือจริงใจ หรือซื่อสัตย์ต่อกัน สอนให้มีจาคะ
เสียสละให้ปันกัน ได้ทรัพย์มาก็จัดสรรทรัพย์ที่หาได้ร่วมกัน ใช้ร่วมกัน
ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ท่านทรงสอนให้มีทมะ คือรู้จักข่มใจ รู้จักควบคุมอารมณ์
ระงับอารมณ์ หรือความรู้สึกต่อเหตุบกพร่องของกันและกัน
และเมื่ออยู่ร่วมกันบางช่วงของชีวิตคู่
คนใดคนหนึ่งอาจจะเจ็บป่วยประสบเคราะห์กรรมต่าง ๆ คู่สมรสก็ต้องมีความอดทน (ขันติ)
ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ อดทนต่อกัน คุณธรรมทั้ง 5 นี่คือ ฆราวาสธรรม
ซึ่งถ้าสามีภรรยาปฏิบัติตามแล้ว ครอบครัวก็จะมีความสุข และความสุขของคู่ครองไม่มีอะไรมากไปกว่า
1. สุขที่เกิดจากการมีทรัพย์
2. สุขที่เกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์
3. สุขที่เกิดจากความไม่เป็นหนี้
4. สุขที่เกิดจากการทำงานไม่เป็นโทษ
เมื่อปรารถนาที่จะครองชีวิตคู่ให้มีความสุขแล้ว
ทั้งสามีและภรรยาคงต้องหมั่นหาทรัพย์โดยทางสุจริต เพราะการทำงานสุจริต
และการมีทรัพย์เป็นความสุข จากนั้นคงต้องอดทนต่อกิเลส ความอยากได้วัตถุสิ่งของต่าง
ๆ ที่เกินความจำเป็น ความอยากได้นี้ผ่านมาทางการโฆษณาทางทีวี จากเพื่อนฝูง
และระบบการขายของเงินผ่อน มิฉะนั้นจะทำให้มีการจ่ายทรัพย์ที่เกินต่อฐานะของครับครัว
ก่อความเป็นหนี้ ทำให้ไม่มีความสุข คอยแต่จะคิดหมุนเงิน จัดสรรเงิน ผ่อนนั่น
ผ่อนนี่ จนเงินเดือนไม่พอใช้ ก่อให้เกิดทุกข์
เมื่อมนุษย์ยังมีกิเลสตัณหาอยู่
ความสุขจากการครองเรือนเป็นความสุขที่มนุษย์แสวงหา
และแทบจะกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตทุกชีวิต
ที่ปรารถนาจะได้คู่ครองที่ดีมีความสุขจากการครองเรือน
เมื่อมีความปรารถนาเช่นนี้อยู่ก็ต้องสร้างเหตุปัจจัย
เพราะความสุขของครอบครัวอยู่ที่การกระทำ หรือความประพฤติของสามีและภรรยาเป็นหลัก
บุคคลทั้งสองต้องมีคุณธรรมดังกล่าวแล้วข้างต้น
จึงจะเป็นเหตุซึ่งนำผลมาให้คือความสุขในการครองเรือน การครองรักครองเรือน-
การเลือกคู่ และการเลิกกัน
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการหย่าร้าง
1. การสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน
2. ปัญหาการเงิน
ไม่เพียงพอค่าใช้จ่าย (Stanley & Markman, 1997)
3. ไม่มีความยึดมั่นต่อการแต่งงาน
4. การเปลี่ยนแปลงของ
ความสำคัญในชีวิต
5. ความไม่ซื่อตรงต่อกัน
การนอกใจ
6. ความล้มเหลวในความคาดหวังในความต้องการของอีกฝ่าย
7. การติดสิ่งเสพติด
8. การใช้กำลัง
และการใช้เรื่องเพศในทางผิดธรรรม (Abuse)
9. ขาดทักษะการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
หน้าที่ของสามี-ภรรยา
ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน
เมื่อผ่านขั้นตอนการเลือกคู่แล้ว
การอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยา ทั้งคู่จะต้องมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน ดังนี้
สามีมีหน้าที่
5 ประการ
1.
ให้ความนับถือ ยอมรับฐานะแห่งภรรยา
2.
ยกย่องให้เกียรติ ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม
3.
มีความซื่อสัตย์ ไม่นอกใจ
4.
มอบความเป็นใหญ่
5.
หาเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายมามอบให้
ภรรยามีหน้าที่
5 ประการ
1.
จัดดูแลงานบ้านให้เรียบร้อย
2.
ใส่ใจสงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี
3. ซื่อสัตย์
ไม่ประพฤติผิดนอกใจ
4.
ช่วยประหยัดดูแลรักษาทรัพย์ที่หามาได้
5. ขยัน
ไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง
คำสอนทางพุทธที่เกี่ยวกับ
ความสุขของครอบครัว
1.
สุขที่เกิดจากการมีทรัพย์
2.
สุขที่เกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์
3.
สุขที่เกิดจากความไม่เป็นหนี้
4.
สุขที่เกิดจากการทำงานไม่เป็นโทษ
คำสอนที่เกี่ยวกับวิธีการเลือกคู่ครอง
การเลือกคู่ครองที่เหมาะสมจะทำให้การครองเรือนราบรื่น
และ สำเร็จสมประสงค์ เรียกว่า ฅ
สมชีวิกถา 4
ข้อ คือเหตุที่ทำให้คู่สมรสครองเรือนได้ยืดยาว
1. สมศรัทธา
ให้เลือกบุคคลที่มีความเชื่อเลื่อมใสในศาสนาหรือสิ่งเคารพบูชาต่าง ๆ เหมือนกัน
มีความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกัน มีจุดมุ่งหมายในชีวิตเหมือนกัน
ตลอดจนมีรสนิยมตรงกัน
2. สมศีลา
ให้เลือกบุคคลที่มีความประพฤติ ศีลธรรม จรรยามารยาท
มีพื้นฐานการอบรมพอเหมาะสอดคล้องกัน ไปกันได้ หรืออยู่ในระดับเดียวกัน
จะได้ไม่เป็นเหตุให้เกิดความรังเกียจิซึ่งกันและกัน
3. สมจาคา
ให้เลือกบุคคลที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี มีใจกว้าง มีความเสียสละ
มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น
บุคคลที่เสมอกันด้วยจาคะนี้จะทำให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข
เพราะเมื่อคนเราอยู่ด้วยกันก็ต้องเสียสละทั้งทรัพย์สินเสียสละความสุขของตน
เพื่อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
4. สมปัญญา
ให้เลือกบุคคลที่มีปัญญาเสมอกัน คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักดี รู้จักชั่ว
รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์ มีการใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา
ควรเลือกคนที่มีลักษณะ
4 อย่างดังต่อ เป็นคู่ครอง เพื่อประโยชน์สุขในปัจจุบันชาติ
(ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์)
1.
เลือกบุคคลที่มีความขยันในการประกอบอาชีพ
2.
เลือกบุคคลที่เป็นคนประหยัด รู้จักออมทรัพย์
3.
เลือกบุคคลที่รู้จักคบคนดีเป็นเพื่อน
4.
เลือกบุคคลที่มีการเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก
ไม่ให้ฟุ้งเฟ้อนัก
หน้าที่บิดามารดา
และบุตร
บิดามารดามีหน้าที่
5 ประการ บุตรมีหน้าที่ 5 ประการ
1.
ห้ามไม่ให้บุตรทำความชั่ว 1. ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
2.
สอนให้ตั้งอยู่ในความดี 2. ช่วยทำกิจการหรือธุระของท่าน
3. ให้การศึกษาศิลปวิทยา
3. ดำรงวงศ์สกุล
4.
หาคู่ครองให้บุตรเมื่อถึงกาลอันควร 4. ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับมรดก
5.
มอบทรัพย์มรดกให้เมื่อถึงกาลอันควร 5.
เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้
เหตุผลในการเลือกคู่ครองของแต่ละบุคคล
มีอุดมคติ
1.
เพื่อความรักความอบอุ่น
การมีชีวิตคู่จะช่วยให้สมหวังในความรักและช่วยให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นที่ได้อยู่ร่วมกับผู้ที่ตนรัก
2.
เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของธรรมชาติที่มีมาแต่เดิม
3.
เพื่อสร้างฐานะทางครอบครัว ซึ่งอาจนำไปสู่สภาพครอบครัวใหม่ที่มีฐานะดีกว่าเดิม
หรือช่วยให้ฐานะที่มีอยู่เดิมนั้นดียิ่งขึ้น
1.
การเลือกคู่ครอง
เป็นการที่จะเริ่มต้นของการที่จะมีครอบครัวที่ดีการเลือกคู่ครองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากก็ว่าได้
เพราะการเลือกคู่ครองของคนสมัยนี้จะเลือกตามอารมณ์และความรู้สึกกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่นึกถึงความเป็นจริง
ครั้นเมื่ออายุมากสังขารก็เปลี่ยนสภาพตามกาลเวลา
หากไม่มีความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้ว การหย่าร้างก็จะตามมา ทั้งนี้ การเลือกคู่ครองที่ถูกต้องนั้น
เริ่มแรกคือใจต้องรักกันก่อน จากนั้นต้องมีการวางเป้าหมายในชีวิตร่วมกันต่อไป
2.
การเตรียมความพร้อมด้านที่อยู่อาศัย และอาชีพ
ที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก
ฉะนั้นจะต้องตกลงกันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เช่น แยกมาอยู่ด้วยกันตามลำพัง
หรืออยู่กับครอบครัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุผล
และความจำเป็นของทั้งสองฝ่าย สำหรับอาชีพควรมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้แน่นอน
และเพียงพอที่จะดูแลครอบครัวได้
3.
การแต่งงาน
เป็นประเพณีที่แสดงถึงการประกาศให้สังคมรับรู้ถึงการตกลงใจในการใช้ชีวิตร่วมกันของชายหญิง
ซึ่งมีธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น
และการจดทะเบียนสมรสเพื่อสิทธิตามกฎหมายของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม
พิธีแต่งงานควรเป็นไปตามฐานะของคู่บ่าวสาวและไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
4.
การปรับตัวเข้าหากัน
การที่คนสองคนซึ่งแตกต่างกันในที่มา
นิสัยใจคอจะตกลงมาใช้ชีวิต อยู่ร่วมกันได้นั้น การปรับตัวเป็นเรื่อง
สำคัญอย่างยิ่ง การที่คู่รักรู้จัก "การเสียสละ"
จะช่วยพัฒนาความรักที่มีต่อกันให้ยืนยาวตลอดไป
5. การเงิน
คู่บ่าวสาวจำเป็นต้องนำเงินเดือนของเราทั้งสองคนมารวมกันก่อนเพื่อให้รู้รายรับที่แน่นอนของครอบครัว
จากนั้น ให้เขียนถึงรายจ่ายของครอบครัวในหนึ่งเดือน
และควรทำตารางรายรับ-รายจ่ายให้ชัดเจน
6.
การวางแผนมีบุตร และการเว้นช่วงการมีบุตร
คือการเตรียมความพร้อมสำหรับมีบุตรว่าเมื่อแต่งงานกันแล้วต้องการจะมีบุตรกี่คน
และเว้นระยะห่างกันนานแค่ไหน เลือกวิธีอะไรจึงจะมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในการคุมกำเนิด
การวางแผนการเงิน และการวางอนาคตบุตร ตลอดจนการเว้นช่วงการมีบุตร
เพื่อให้ผู้เป็นแม่ได้พื้นฟูสุขภาพร่างกาย ก่อนการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป ที่สำคัญก็คือไม่ควรมีบุตรเร็วเกินไป ช้าเกินไป
หรือถี่เกินไป จะทำให้เกิดปัญหาในการเลี้ยงดูและให้ความอบอุ่น แก่ลูกได้อย่างทั่วถึง
7.
การเตรียมตัวเป็นพ่อแม่ที่ดี
เพื่อให้บุตรเติบโตมาเป็นคนดี
มีคุณภาพ และมีความสุข
ผู้ที่เป็นพ่อแม่จะต้องต้องเตรียมตัวที่จะปฏิบัติตนเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับบุตรโดยประพฤติอยู่ในศีลธรรมอันดี
มีหลักการในการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว
การปรับปรุงและการอบรมแก้ไขบุตรให้ดีต่อไปในอนาคต
การวางแผนครอบครัวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำพาครอบครัวไปสู่ความสุข
สร้างคนให้มีคุณภาพเป็นการเปิดโอกาสให้คู่สามีภรรยาได้พัฒนาตนเองอย่างเท่าเทียมกัน
โดยการจัดสรรเวลาที่เหมาะสม ในการทำงานและครอบครัว
ความสำคัญในการวางแผนครอบครัว
1.
ช่วยให้คู่สมรสที่เพิ่งแต่งงานกันได้มีโอกาสในการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันก่อนมีลูก
เป็นการลดปัญหาเรื่องการหย่าร้าง
2.
ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดี ลูกมีโอกาสได้รับศึกษาสูง
3.
คู่สมรสสามารถเว้นช่วงการมีลูก หรือจำกัดขนาดของครอบครัวได้
4.
คู่สมรสสามารถสร้างฐานะการเงินให้มั่นคงได้
5.
สุขภาพของครอบครัวไม่ทรุดโทรม ทุกคนสามารถดูแลกันได้อย่างทั่วถึง
กิจกรรมที่ต้องดำเนินการในการวางแผนครอบครัว
1.
ป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนา
2.
ให้การรักษาการเป็นหมัน
3. ให้คำแนะนำก่อนการสมรส
4.
ให้คำแนะนำแก่หญิงตั้งครรภ์และให้บริการการคลอดบุตร
5.
ให้ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว
4.ชนิดและประเภทของการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด
การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด
Family Planning and Birth Control คือการที่คู่สมรสวางแผนในเรื่องการมีบุตร
ว่าจะมีบุตรเมื่อใด จะมีบุตรกี่คน แต่ละคนจะเว้นนานเท่าใด
ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับความพร้อมและความต้องการของคู่สมรส
ส่วนการคุมกำเนิดจะเป็นวิธีการเพื่อมิให้เกิดการตั้งครรภ์ซึ่งมีอยู่หลายวิธี
ชนิดของการคุมกำเนิด
1.
การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว (Temporary
contraception) เป็นการคุมกำเนิดเพื่อเว้นระยะการมีบุตร และสามารถมีบุตรได้เมื่อเลิกใช้แล้ว
2.
การคุมกำเนิดแบบถาวร (Permanent
contraception) เป็นการคุมกำเนิดเพื่อไม่ประสงค์จะมีบุตรอีกเลย
การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว(Temporary
contraception)
1.
การคุมกำเนิดโดยไม่ใช้อุปกรณ์
(Non-appliance methods) ประกอบด้วย
1.1
การหลั่งน้ำอสุจินอกช่องคลอด (Coital
interruption) หรือเรียกกันทั่วไปว่า “หลั่งภายนอก”
(withdrawal) หมายถึง “การคุมกำเนิดโดยฝ่ายชายถอนอวัยวะเพศออกจากช่องคลอดก่อนที่จะมีการหลั่งน้ำอสุจิ
และให้หลั่งน้ำอสุจิห่างจากบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของฝ่ายหญิงเพื่อมิให้ตัวอสุจิเข้าไปในช่องคลอดได้”
(ชวนชม สกนธวัฒน์, 2540) เป็นการร่วมเพศกันตามปกติ
จนกระทั่งฝ่ายชายมีความรู้สึกใกล้จะหลั่งน้ำอสุจิ จึงรีบถอยอวัยวะเพศออกจากช่องคลอด
เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำอสุจิเปื้อนบริเวณอวัยวะเพศของผู้หญิง
ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดวิธีนี้จะต่ำ เนื่องจากปกติแล้วน้ำเมือกที่ช่วยหล่อลื่นของผู้ชายอาจมีตัวอสุจิปนอยู่พอสมควร
และส่วนปลายของท่อปัสสาวะ ก็อาจจะมีตัวอสุจิอยู่จำนวนไม่น้อย
ที่รอการขับออกนอกร่างกาย (Fathalla, 1990) นอกจากนั้น วิธีการหลั่งภายนอก
อาจมีผลกระทบต่อคู่สมรส ทำให้สภาพจิตใจเปลี่ยนไป เนื่องจากฝ่ายหญิงไม่ถึงจุดสุดยอด
(orgasm)
1.2
การกลั้นไม่หลั่งน้ำอสุจิ (Coital
reservation) หมายถึงการที่ฝ่ายชายควบคุมตนเองมิให้หลั่งน้ำอสุจิ เมื่อใกล้จะถึงจุดสุดยอดจะต้องค่อย
ๆ บังคับตนเอง ให้ความตื่นเต้นทางเพศค่อย ๆ ผ่อนคลายลงจนหมดไป ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ยากและมีโอกาสพลาดสูง
1.3
การให้นมลูกในระยะนาน ๆ (Prolonged
lactation) การให้นมบุตรเป็นเวลานานจะทำให้ช่วงเวลาขาดประจำเดือนหลังคลอดบุตร
(postpartum amenorrhea) ยาวนานกว่ามารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเองในระยะสั้น
หรือมารดาที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมมารดาเลย โดยปกติแล้วการขาดประจำเดือนหลังคลอดมักเกิดร่วมกับการไม่มีไข่ตก
(anovulation) เมื่อมีการกระตุ้นโดยการดูดนม ระดับของโปรแลคตินก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและสูงอยู่ตลอดเวลาที่ถูกกระตุ้นโดยการดูดโดยระดับของโปรแลคตินที่สูงจะไปยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างไข่
Folicular Stimulating Hormone (FSH) และฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่
Lutinizing Hormone (LH) เมื่อระดับของ FSH และ
LH ลดลงจะมีผลทำให้ไม่มีไข่ตกและไม่มีประจำเดือน (กอบจิตต์ ลิมปพยอม, 2528) อย่างไรก็ตามขณะที่ให้นมบุตรนั้นถึงแม้จะไม่มีประจำเดือน
แต่ก็อาจมีไข่ตกได้ ฉะนั้น การร่วมเพศในระยะนี้อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้
1.4
การงดร่วมเพศบางช่วงเวลา เป็นการงดร่วมเพศในช่วงเวลาที่จะตั้งครรภ์ได้ (fertile
period) หรือวันที่มีการตกไข่ของแต่ละรอบประจำเดือน หลักสำคัญของวิธีการคุมกำเนิดแบบนี้คือการหาวันที่มีการตกไข่ที่แน่นอน
ซึ่งหาได้ด้วยกันหลายวิธี คือ การคำนวณระยะปลอดภัยจากบันทึกประวัติประจำเดือน หรือวิธีนับวัน
(Calendar method, Calendar rhythm, Ogino-Knaus method) วิธีวัดอุณหภูมิของร่างกายหลังตื่นนอน
(Basal body temparature) เรียกว่า Temperature method หรือ Thermal method วิธีสังเกตมูกปากมดลูก
(Cervical mucous method, Ovulatory method, Billings method) วิธีการสังเกตอาการและวัดอุณหภูมิ
(Sympto-thermal method หรือ STM) วิธีคาดคะเนวันไข่ตก
(Predictable ovulation method)
2. การคุมกำเนิดโดยการใช้สิ่งกีดขวาง
(Barrier contraceptive methods)
การคุมคุมกำเนิดโดยอาศัยสิ่งกีดขวางหมายถึง
การคุมกำเนิดที่ป้องกันการตั้งครรภ์โดยอาศัยอุปกรณ์เครื่องกีดขวางป้องกันไม่ให้อสุจิผ่านเข้าไปในมดลูก
ซึ่งอาจใช้ยาฆ่าอสุจิร่วมด้วยก็ได้อาจแบ่งเป็นหลายชนิด เช่น ถุงยางอนามัย ไดอะเฟรม
หมวกครอบปากมดลูก ฟองน้ำ ยาฆ่าอสุจิ โดยรวมแล้วประสิทธิภาพการคุมกำเนิดด้วยสิ่งกีดขวางด้อยกว่าการคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน
หรือห่วงอนามัย
2.1 ถุงยางอนามัย
(condom)
ถุงยางอนามัย หรือถุงยางคุมกำเนิด เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบสิ่งกีดขวางที่ได้รับความนิยมสูงสุด
หลักในการป้องกันการตั้งครรภ์ก็คือ ใช้ถุงยางอนามัยคลุมอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของเพศชายในระหว่างการร่วมเพศ
ป้องกันไม่ให้อสุจิสัมผัสกับช่องคลอดเลย การใช้ยาร่วมกับยาฆ่าเชื้ออสุจิจะเหมาะมากสำหรับช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ถุงยางอนามัยมี 2 ชนิด คือ ถุงยางอนามัยชาย และถุงยางอนามัยหญิง ส่วนใหญ่ทำมาจากยางลาเท็กซ์
หรือทำมาจากลำไส้แกะ (natural skin condom) ถุงยางลาเท็กซ์หนา
0.3-0.6 ม.ม. สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ
รวมทั้ง HIV ได้ นอกจากนี้อาจป้องกันหูดหงอนไก่ได้ด้วย
ก. ถุงยางอนามัยชาย (Male Condom)
ถุงยางอนามัยชาย มักถูกเรียกต่าง ๆ กัน
เช่น ปลอก เสื้อฝน เสื้อเกราะ ถุงมีชัย sheath, prophylactic, protective,
French letter, English cap เป็นต้น
ชนิดของถุงยางอนามัยชาย ขนาดที่ใช้แพร่หลายในประเทศไทย
มีรูปร่าง
2 แบบ
1. แบบปลายมีติ่งยื่นออกมาคล้ายหัวนม
เพื่อเป็นที่เก็บน้ำอสุจิ ซึ่งเป็นแบบที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย และถุงยางอนามัยชนิดนี้ยังแบ่งเป็น
2 ชนิด คือ แบบมีสารช่วยหล่อลื่น ช่วยให้การร่วมเพศได้สะดวก และชนิดที่ไม่มีสารหล่อลื่น
ปัจจุบันไม่มีจำหน่ายแล้ว
ถุงยางอนามัยหญิงทำด้วยพลาสติกชนิดพิเศษ
(Polyurethane) มีลักษณะเป็นถุงโปร่งแสง ทรงกระบอกปลายมน ขนาดที่เหมาะกับหญิงไทยควรจะมีความยาว
15 เซนติเมตร ปลายเปิดของถุงอนามัยมีห่วงติดเรียกว่า ขอบนอก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง
7 เซนติเมตร ส่วนก้นถุงมีห่วงเรียกว่า ขอบใน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง
5.5 เซนติเมตร
2.2 ยาฆ่าอสุจิ (Spermicide)
เป็นวิธีคุม กำเนิดแบบชั่วคราววิธีหนึ่ง โดยการใส่ยา/สาร
หรือสอดยา/สารนี้ เข้าไปในช่องคลอด
ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์เพื่อที่จะไปทำลาย/ฆ่าตัวเชื้ออสุจิ
หลังมีเพศสัมพันธ์จากที่มีการหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปในช่องคลอด
เพื่อฆ่าอสุจิให้ตายอยู่ในช่องคลอด
ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่มดลูกได้ จึงไม่มีการผสมกับไข่ (ไม่เกิดการตั้งครรภ์)
สารที่นิยมใช้ทำเป็นยาฆ่าอสุจิมากที่สุด
คือ Nonoxynol-9 (สารประกอบอินทรีย์/Organic
compound ที่มีคุณสมบัติฆ่าอสุจิได้)
ซึ่งผลิตอยู่ในหลายรูปแบบ เช่น แบบเม็ดฟองฟู่
แบบเจล แบบครีม แบบโฟม (โดยการฉีดจากกระป๋อง)
แบบแผ่นฟิล์มบางๆ หรือทำในรูปยาเหน็บ
ซึ่งเมื่อใส่หรือสอดยาเข้าไปในช่องคลอดสตรีแล้ว ยาจะไปเคลือบบริเวณปากมดลูกคอยทำลายเชื้ออสุจิ เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ของฝ่ายหญิงได้
รูปแบบอื่นของยา/สารฆ่าอสุจิ คือการเคลือบยาฆ่าเชื้ออสุจิในถุงยางอนามัยฝ่ายชาย หรือ เคลือบยาฆ่าเชื้ออสุจิในฟองน้ำคุมกำเนิดในสตรี
(Contraceptive sponge เป็นสารสังเคราะห์
ทำเป็นก้อนกลมที่มีลักษณะเป็นรูพรุนเล็กๆจำนวนมากคล้ายฟองน้ำ และเคลือบด้วยสารฆ่าอสุจิ ทำหน้าที่คุมกำเนิดเมื่อใส่เข้าไปในช่องคลอดโดยให้ไปคลุมอยู่ที่ปากมดลูก)
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดให้ดีขึ้น
การใช้ยา/สารฆ่าอสุจิ จะต้องใส่ยาเข้าไปในช่องคลอดก่อนมีเพศสัมพันธ์ รูปแบบของยาฆ่าอสุจิมีหลายอย่างตามที่กล่าวมาแล้ว ผู้ใช้ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆที่เขียนแนะนำไว้ในฉลากแนะนำวิธีใช้อย่างเคร่งครัด
เพราะยาในแต่ละรูปแบบจะมีวิธีใช้ หรือระยะเวลาที่ต้องใช้ยาแตกต่างกันไป เช่น
• กรณียาฆ่าเชื้ออสุจิเป็นชนิดเม็ดที่ใช้สอดช่องคลอด
วิธีการใช้จะเหมือนการใช้ยาสอดช่องคลอดทั่วๆไป โดยใช้วิธีนั่งยองๆ
หรือนอนชันเข่าแล้วใช้นิ้วจับยาสอดเข้าไปในช่องคลอด
ใช้นิ้วดันยาให้เข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุด
• หรือหากยาทำในรูปแบบครีมหรือแบบเจล
จะมีแท่งพลาสติกที่ใช้บรรจุยาแล้วสอดแท่งพลาส ติกนั้นเข้าไปในช่องคลอด
แล้วจึงดันยาออกจากหลอดให้มาอยู่ในช่องคลอด
หลังใส่ยาไปแล้ว
ควรรอประมาณ 10 นาที
ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และยาส่วนมากมักจะมีฤทธิ์ทำลายอสุจิไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังจากใส่ยาเข้าไปในช่องคลอด ดังนั้นหากต้องการมีเพศสัม
พันธ์ครั้งต่อๆไป ก็ต้องใส่ยาใหม่อีกในแต่ละครั้งของเพศสัมพันธ์
และไม่ให้สวนล้างช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ เพราะจะไปละลายตัวยาฆ่าอสุจิออกมา
ควรปล่อยให้ยาอยู่ในช่องคลอดอย่างน้อยประมาณ 6-8
ชั่วโมง นอกจากนั้น ภายหลังใส่ยาแล้ว ไม่ควรลุก ยืน เดิน
หรือไปนั่งถ่ายปัสสาวะ จนกว่าจะมีการอยู่ร่วมกัน (มีเพศสัมพันธ์) เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้เพื่อป้องกันยาไหลออกมา ดังนั้น ก่อนใส่ยาเข้าไปในช่องคลอด ควรถ่ายปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเสมอ
สารฆ่าอสุจิจะไปทำให้เชื้ออสุจิไม่เคลื่อนไหว
ทำลาย/ฆ่าตัวอสุจิ ทำให้เชื้ออสุจิไม่สา
มารถผ่านปากมดลูก โพรงมดลูกไปผสมกับไข่ของฝ่ายหญิงได้
องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ใช่สารฆ่าเชื้ออสุจิแบบเดี่ยวๆ
คือ วิธีการเดียวในการคุม กำเนิด (อ่านเพิ่มเติมวิธีการต่างๆในการคุมกำเนิดได้ในบทความเรื่อง การคุมกำเนิด และเรื่องการวางแผนครอบครัว)
เพราะประสิทธิภาพวิธีการนี้ไม่ค่อยดี ควรใช้ร่วมกับวิธีการอื่นๆ
เช่น ถุง ยางอนามัยสตรี (Female condom) ถุงยางอนามัยชาย (Condom)
หมวกคุมปากมดลูก(Cervical
cap) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดให้ดีขึ้น
วิธีใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ
การใช้ยาหรือสารฆ่าอสุจิจะต้องใส่เข้าไปในช่องคลอดการมีเพศสัมพันธ์เสมอ
โดยทั่วไปแล้วจะต้องใส่ยาเข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุดจนถึงบริเวณปากมดลูกก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ประมาณ
10-15 นาที
เพื่อให้ยากระจายตัวได้ทั่วช่องคลอด ถ้าเป็นพวกฟองฟู่จะกระจายตัวได้เร็วกว่ายาแบบครีมและแบบเหน็บ
โดยจะมีฤทธิ์ในการคุมกำเนิดได้ประมาณ 30-60 นาที
การใส่ยาครั้งหนึ่งจะสามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้สำหรับการร่วมเพศเพียง 1
ครั้งเท่านั้น
เนื่องจากตัวยามีฤทธิ์อ่อนและต้องใช้เวลาในการฆ่าอสุจิ
ถ้าหากมีการร่วมเพศซ้ำจะต้องใส่ยาอีกครั้ง และหลังจากร่วมเพศเสร็จใหม่ ๆ
ไม่ควรรีบสวนล้างช่องคลอด เพราะน้ำจะไปละลายตัวยาออกมา ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง
ถ้าต้องการสวนล้างช่องคลอดก็ให้ทำภายหลังการร่วมเพศประมาณ 6-8 ชั่วโมงขึ้นไป นอกจากนี้หลังจากใส่ยาแล้วก็ไม่ควรจะลุก ยืน เดิน
หรือไปนั่งถ่ายปัสสาวะ/อุจจาระ จนกว่าจะมีเพศสัมพันธ์เรียบร้อยแล้ว
เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาไหลออกมา ดังนั้น ก่อนจะใส่ยาเข้าไปในช่องคลอดทุกครั้ง
ก็ควรจะทำอะไรให้เรียบร้อยเสียก่อน
โดยรูปแบบของยาฆ่าอสุจิก็มีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน
ผู้ใช้ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่เขียนแนะนำไว้ในฉลากอย่างเคร่งครัด
เพราะยาแต่ละรูปแบบจะมีวิธีการใช้ ขนาดของยาที่ใช้
และระยะเวลาที่ต้องใส่แตกต่างกันออกไป
·
ใช้ง่ายสามารถจัดการด้วยตนเองหรือคู่นอนได้
ไม่ต้องอาศัยบุคลากรทางการแพทย์
·
ไม่มีผลด้านฮอร์โมนต่อสตรี
(อ่านเพิ่มเติมผลของฮอร์โมนคุมกำเนิดได้ในบทความเรื่อง ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิด)
·
ต้องเสียเวลาในการใส่ยาเข้าไปในช่องคลอด
และต้องรอเวลาให้ยาออกฤทธิ์ อาจขัดจัง หวะการมีเพศสัมพันธ์ได้
·
ต้องใช้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
·
ยาที่ใส่อาจทำให้รู้สึกเหนียว
เหนอะหนะ ทำให้เกิดความรำคาญได้
·
ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่เกี่ยวการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ เช่น หลอดฉีดของเหลวเข้าไปในช่องคลอด
หลอดฉีดโฟม เป็นต้น
·
ทำให้เกิดการติดเชื้อยีสต์
(เชื้อรา)ในช่องคลอดง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง เชื้อราในช่องคลอด)
·
มีโอกาสเกิดช่องคลอดอักเสบจากติดเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น ที่เรียกว่า โรค Bacterial
Vaginosis มากขึ้น
·
มีเพศสัมพันธ์นานๆครั้ง
·
อยู่ในสถานที่ที่ไม่สามารถไปรับบริการการวางแผนครอบครัวจากบุคลากรทางการแพทย์ได้
เช่น การยาฉีดคุมกำเนิดการยาฝังคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด
·
ผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ เอชไอวี (HIV)/โรคเอดส์ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
เช่น ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
·
ผู้ที่ติดเชื้อ เอชไอวี หรือ
มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่แล้ว
เนื่องจากสาร/ยาฆ่าอสุจินี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองทั้งที่ผนังช่องคลอดและ/หรือที่อวัยวะเพศของฝ่ายชายได้
หรือทำให้เกิดแผลหรือรอยถลอกได้
ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อหรือติดเชื้อโรคต่างๆ
โดย เฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น
·
คู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์กันบ่อยๆ
เพราะการที่ต้องใช้สารฆ่าอสุจิทุกครั้งก่อนมีเพศสัมพันธ์
อาจทำให้ไม่สะดวก ประกอบกับประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ต่ำ
จึงมีโอกาสตั้ง ครรภ์ได้สูง
ห่วงอนามัย หรือ ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ไอยูดี (IUD) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ชิ้นเล็ก
ๆ ที่มีไว้สำหรับใส่เข้าไปในโพรงมดลูกของสตรี
เพื่อทำให้สภาพในโพรงมดลูกไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน
จึงใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ชั่วคราวได้ดี
โดยห่วงอนามัยนี้มีการใช้กันตั้งแต่ในสมัยอาณาจักรกรีกโรมัน
ห่วงอนามัยชนิดแรกของโลกทำมาจากก้อนกรวดที่ชาวอาหรับและเติร์กใส่เข้าไปในมดลูกของอูฐ
เพื่อป้องกันไม่ให้อูฐตั้งท้องขณะเดินทะเลทราย
ส่วนห่วงอนามัยในยุคหลังนี้เริ่มมีใช้กันได้ประมาณ 100 ปีแล้วครับ ในระยะแรกห่วงอนามัยจะทำมาจากวัสดุหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นโลหะ เส้นไหม หรืออื่นๆ
ต่อมาได้มีการผลิตเป็นพลาสติกชนิดพิเศษที่นำมาทำเป็นห่วงอนามัยได้ดีและคงสภาพเดิมได้หลังจากยืดออกเป็นเส้นตรงชั่วระยะเวลาหนึ่ง
จึงทำให้มีคนประดิษฐ์ห่วงอนามัยออกมาหลายชนิด และบางชนิดก็เลิกใช้กันไปแล้ว
การทำงานของห่วงอนามัย
กลไกการทำงานของห่วงอนามัยคาดว่าเกิดจากการอักเสบเมื่อมีวัสดุแปลกปลอม
กล่าวคือ การทำงานของห่วงอนามัยนั้นไม่ใช่การป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อนเท่านั้น
หากแต่เกิดจากการที่มีวัสดุแปลกปลอม (ห่วงอนามัย) เข้าอยู่ในโพรงมดลูก
และทำให้เกิดการกระตุ้นกระบวนการอักเสบภายในร่างกาย
ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นพิษต่อตัวอสุจิและขัดขวางการฝัง
ตัวของตัวอ่อน
นอกจากนี้ในห่วงอนามัยชนิดฮอร์โมนนั้น
จะเป็นการเพิ่มกลไกการหนาตัวของมูกบริเวณปากมดลูกเพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวของอสุจิ
อสุจิไม่สามารถผ่านเข้าไปผสมกับไข่ได้
ทำให้ผนังเยื่อบุโพรงมดลูกบางลงจนไม่เหมาะสำหรับการฝังตัวอ่อน เพิ่มการแสดง glycoderlin A ที่ต่อมบริเวณเยื่อบุโพรงมดลูก
ซึ่งช่วยยับยั้งการจับตัวของอสุจิที่ผนังของไข่อีกด้วย และฮอร์โมนโปรเจสตินยังส่งผลต่อการยับยั้งการตกไข่ได้ประมาณ
25% ส่วนห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดงยังมีการปล่อยอนุมูลทองแดงอิสระและเกลือของทองแดง
ซึ่งกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบต่อเซลล์ในโพรงมดลูก โดยกระตุ้นการสร้าง prostaglandin
ซึ่งเป็นพิษต่อตัวอสุจิและไข่ นอกจากนั้นยังขัดขวางการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิอีกด้วย
ผู้ที่ควรใช้ห่วงอนามัย
• มีความต้องการที่จะใช้วิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิสูง
และมีความจำเป็นต้องการคุมกำเนิดในระยะ
ยาวอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป
หรือต้องการเว้นช่วงการมีบุตรมากกว่า 3-5 ปี
• ผู้ที่ลืมรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นประจำ
• เป็นผู้มีความเสี่ยงต่ำในการติดต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
• มีความต้องการที่จะกลับมาตั้งครรภ์อีกครั้งเมื่อหยุดใช้ห่วงอนามัย
• ผู้ที่มีข้อห้ามหรือจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการคุมกำเนิดด้วยที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน
• ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก (อ้วน) เพราะยาฮอร์โมนอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้
และยัง ทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยยาฮอร์โมนลดลงอีกด้วย
• ผู้ที่ให้นมบุตร
• ผู้ที่มีความจำเป็นอื่น ๆ
ที่ต้องใช้ห่วงอนามัยเพื่อการบำบัดรักษา โดยมิได้หวังผลเพื่อการคุมกำเนิด
• มีความจำเป็นต้องเลือกใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดงเพื่อการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน
ผู้ที่ไม่ควรใช้ห่วงอนามัย
• ผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าในขณะนั้นตนตั้งครรภ์อยู่หรือไม่
เพราะการใส่ห่วงอนามัยแล้วตั้งครรภ์จะมีโอกาส แท้งบุตรสูงมาก
• ผู้ที่มีภูมคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง
เพราะอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในโพรงมดลูกได้สูง
• เป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะโรคของลิ้นหัวใจ
• มีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกหรือทางช่องคลอดกะปริดกะปรอยโดยไม่ทราบสาเหตุ
เพราะการ ห่วงอนามัยอาจทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอดได้
ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาดังกล่าว ควร ได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ให้แน่ชัดก่อน
• เคยมีประวัติการอักเสบในอุ้งเชิงกรานบ่อย ๆ
หรือมีการติดเชื้อในอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่น ภาวะอุ้ง เชิงกรานอักเสบ, เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ,
ปากมดลูกอักเสบเป็นหนอง, วัณโรคในอุ้งเชิงกราน
หาก คุณมีการติดเชื้อดังกล่าวควรรักษาให้หายสนิทก่อนอย่างน้อย
3 เดือน แล้วจึงค่อยพิจารณาการใส่ห่วง อนามัย
(แนะนำว่าให้ใช้ห่วงอนามัยชนิดเคลือบฮอร์โมนมากกว่าชนิดทองแดง)
• ผู้ที่โพรงมดลูกผิดรูปร่างมาตั้งแต่กำเนิด
ซึ่งมักจะเกิดจากความผิดปกติด้านโครงสร้างของโพรงมดลูก เช่น ปากมดลูกตีบ, Bicornuate uterus, กล้ามเนื้อของกล้ามเนื้อมดลูกที่ทำให้โพรงมดลูกผิดรูปร่าง
เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเพิ่มความยากหรือเป็นอุปสรรคในการใส่ห่วงอนามัย
เพิ่มโอกาสที่ห่วงอนามัย จะหลุด
หรือทำให้ไม่สามารถใส่ห่วงให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้
(ขนาดความลึกของโพรงมดลูกที่ เหมาะสม คือ 6-9 เซนติเมตร)
• ผู้ที่มีเนื้องอกมดลูก
เพราะเนื้องอกอาจส่งผลให้รูปร่างของมดลูกผิดปกติหรือเปลี่ยนแปลงไป
• ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมที่ยังได้รับการบำบัดรักษาอยู่
ไม่ควรใส่ห่วงชนิดเคลือบฮอร์โมน แม้ว่าใน ปัจจุบันจะยังไม่มีรายงานการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้ป่วยที่ใช่ห่วงอนามัยชนิดเคลือบฮอร์โมนก็ตาม
อย่างไรก็ตามระดับสาร Levonorgestrel
(ฮอร์โมน) ในกระแสเลือดของผู้ที่ใส่ห่วงอนามัยชนิดนี้ก็ยัง ต่ำกว่าการคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมนรูปแบบอื่น ๆ
มาก จึงอาจนำมาใช้ในกรณีจำเป็นได้ (ถ้ามีประวัติ ประจำเดือนมามาก
หรือปวดท้องประจำเดือนมาก่อน ไม่ควรเลือกใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดง)
• ผู้ที่มีภาวะแพ้สารทองแดง (Wilson’s
disease) ในกรณีที่เลือกใช้ห่วงอนามัยที่หุ้มด้วยทองแดง
ผลข้างเคียงการใส่ห่วงอนามัย
ผลข้างเคียงหรืออาการแทรกซ้อนหลังการใส่ห่วงอนามัย
โอกาสที่เกิดขึ้นได้น้อยมากครับ มีบางคนเท่านั้นที่อาจจะมีอาการผิดปกติเพียงเล็กน้อย
เช่น
1. มีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอย
2. อาจมีอาการปวดประจำเดือนมากขึ้น
ประจำเดือนมามากกว่าปกติเล็กน้อย
3. มีตกขาวบ้างหรือมีตกขาวมากกว่าปกติ
เนื่องจากมีสายห่วงที่อยู่ในช่องคลอด
4. ปวดถ่วงบริเวณท้องน้อยหรือมีอาการปวดหลัง
(แก้ไขด้วยการกินยาแก้ปวด)
5. เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานในสตรีที่มีคู่นอนหลายคนหรือในสตรีที่มีภูมิ คุ้มต้านทานโรคบกพร่อง
6. ผลข้างเคียงจากห่วงอนามัยชนิดฮอร์โมน (Levonorgestrel)
ที่อาจพบได้ เช่น ปวดศีรษะ อารมณ์ แปรปรวน
เป็นสิว น้ำหนักตัวขึ้น มีภาวะขนดก เจ็บคัดตึงเต้านม (LNg14
จะมีอาการข้างเคียงเหล่านี้ น้อยกว่า LNg20)
ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral
contraceptive pill หรือ Birth control pill หรือ Pill)เป็นยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศหญิง(เอสโตรเจน/Estrogenและโปรเจสติน/Progestin)
มีผลป้องกัน การตั้งครรภ์โดยยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูก(เยื่อบุมดลูก)
บางตัวมีสภาพไม่พร้อมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน และทำให้มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้น
เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิจึงทำให้ไม่สามารถเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ในท่อนำไข่ได้
ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ใช้แพร่หลายมากที่สุดทั่วโลก เนื่องจากหาได้ง่าย
ใช้ได้สะดวก มีหลายราคา หลายชนิดให้เลือกใช้ มีอัตราการล้มเหลวจากการใช้ยา (การตั้งครรภ์ ขณะใช้ยา) น้อย
การเริ่มรับประทานยาครั้งแรกควรเริ่มในวันที่
1
- 5 ของการมีประจำเดือน มีผลในการคุมกำ
เนิดได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วย
และยังลดการเกิดเลือดออกกะปริดกะปรอยระ
หว่างรอบเดือน
การเริ่มรับประทานยาหลัง
5
วันแรกของประจำเดือนสามารถทำได้
แต่ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยเช่น ถุงยางอนามัยอย่างน้อย
7
วันหลังกินยาเม็ดแรก โดยรับประทานยาคุมกำเนิดวันละ
1 เม็ดในเวลาเดิมทุกๆวัน
แนะนำให้รับประทานก่อนนอนเพื่อป้องกันการลืม จากนั้นรับประทานเม็ดยาไล่ตามลูกศรจนหมดแผง
ในกรณีที่เป็นแผงชนิด 28เม็ดเมื่อหมดแผงสามารถเริ่มแผงใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ประจำเดือนหมด
ส่วนกรณีแผงชนิด 21 เม็ดให้เว้นระยะ
7
วันจึงเริ่มแผงใหม่ โดยชนิด 28 เม็ดจะประกอบด้วยเม็ดยาฮอร์โมน 21 เม็ดและเม็ดแป้งหรือวิตามินอีก
7 เม็ด
ถ้าลืมรับประทานยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
1 เม็ด ให้รับประทานทันทีที่นึกได้และรับ ประทานยาเม็ดต่อไปตามปกติ
ถ้าลืมรับประทานยา
2 เม็ด ให้รับประทาน 1 เม็ดทันทีที่นึกได้และรับประทานก่อนนอนตาม
ปกติ วันต่อมาให้รับประทานยา
1 เม็ดหลังอาหารเช้า จากนั้นรับประทานตามปกติ
ถ้าลืมรับประทานยา
3 เม็ด ให้ทิ้งยาแผงเดิมแล้วเริ่มรับประทานแผงใหม่ทันที ร่วมกับใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยอีก 7
วัน (ในกรณีที่รับประทานยาคุมชนิดที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน ขนาด 20 ไมโครกรัมหรือน้อยกว่า
ถ้าลืมในสัปดาห์แรกให้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินร่วมด้วย)
ถ้าลืมรับประทานยา
3 เม็ด ให้ทิ้งยาแผงเดิมแล้วเริ่มรับประทานแผงใหม่ทันที ร่วมกับใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยอีก 7
วัน (ในกรณีที่รับประทานยาคุมชนิดที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน ขนาด 20 ไมโครกรัมหรือน้อยกว่า
ถ้าลืมในสัปดาห์แรกให้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินร่วมด้วย)
·
หากมีอาการของโรคทางเดินอาหารเช่น ท้องเสีย อาเจียนมาก
ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วยอีก 7
วันหลังกินยาเม็ดแรกเช่น การใช่ถุงยางอนามัยชาย เนื่องจากมีผลทำให้การดูดซึม ยาไม่ดี
·
หากลืมรับประทานยาร่วมกับมีการขาดระดู/ประจำเดือน 1
ครั้ง ควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อน เริ่มรับประทานยาแผงใหม่
หากแน่ใจว่าไม่ลืมรับประทานยาให้เริ่มรับประทานยาแผงใหม่ได้ตาม ปกติ
·
ยาบางชนิดมีผลต่อประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิดเช่น ยากันชักบางชนิด ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะบางชนิด
ดังนั้นหากมีโรคประจำตัวหรือต้องรับประทานยาบางชนิดเป็นประจำควร
ปรึกษาแพทย์ในการเลือกวิธีคุมกำเนิด
·
คลื่นไส้ อาเจียน มักพบในช่วงที่เริ่มรับประทานยาคุมกำเนิดใหม่ๆ
(โดยเฉพาะ 3 แผงแรก)
เมื่อรับประทานยาคุมกำเนิดไประยะเวลาหนึ่งอาการมักลดลง
หากมีอาการมากอาจเปลี่ยนชนิดของฮอร์โมนหรือลดขนาดของฮอร์โมนและการรับประทานยาก่อนนอนสามารถช่วยลดอา
การคลื่นไส้อาเจียนได้
·
รู้สึกบวม น้ำหนักเพิ่ม เป็นผลจากการที่มีน้ำและเกลือแร่คั่งในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง อาจร่วมกับความรู้สึกอยากรับประทานอาหารมากขึ้น หากน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่า
5 กก. ควรหยุดยาเม็ดคุมกำเนิดและปรึกษาแพทย์
·
เลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอด มักเกิดใน 1 - 3 สัปดาห์แรกของการเริ่มรับ
ประทานยา อาจเป็นผลจากการรับประทานยาที่มีปริมาณฮอร์โมนต่ำเกินไป
หรือรับประทานไม่ตรงเวลา หรือลืมรับประทานยา
หากมีเลือดออกมากหรือนานควรหยุดใช้ยาและรีบปรึกษาแพทย์
·
การเปลี่ยนแปลงความรู้สึกทางเพศ บางรายอาจรู้สึกดีขึ้นเนื่องจากหมดความกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ บางรายอาจมีความรู้สึกทางเพศลดลงเป็นผลจากระดับฮอร์โมนเพศชายลดลง หากอาการเป็นมากควรรีบปรึกษาแพทย์
ข้อห้ามใช้โดยเด็ดขาดของการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมเพราะยาจะเพิ่มโอกาสเกิดอาการต่างๆและ/หรือเพิ่มความรุนแรงของอาการคือ
·
สูบบุหรี่
·
ช่วยลดสิว ขนดก หน้ามัน และอาการในกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ/กลุ่มอาการพีซีโอเอส (PCOS:
Polycystic ovarian syndrome)
·
ควรรับประทานยาในเวลาเดิมทุกวัน
หากลืมรับประทานให้ทำตามคำแนะนำข้างต้น
·
จดบันทึกประจำเดือนทุกครั้ง
หากประจำเดือนขาด
1 ครั้งร่วมกับมีประวัติลืมรับประทานยาควรทดสอบการตั้งครรภ์หากประจำเดือนขาด
2 ครั้งแม้จะไม่ลืมรับประทานยาก็ควรต้องทดสอบการตั้งครรภ์
·
ถ้ามีอาการทางระบบทางเดินอาหารเช่น อาเจียนมาก
ถ่ายเหลว/ท้องเสีย อาจต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยเป็นเวลา 7
วันหลังกินยาเม็ดแรก
·
ควรมีการตรวจภายในร่วมกับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก (การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเต้านม และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่) ทุก 1 - 2 ปี
·
หากมีอาการผิดปกติเช่น
มีฝ้าขึ้นที่ใบหน้า ปวดศีรษะ มีเลือดออกทางช่องคลอดมากควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนชนิดยาคุมกำเนิดหรือเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
·
หากมีอาการผิดปกติรุนแรงเช่น ปวดศีรษะมาก ตาพร่ามัว เจ็บแน่นหน้าอก ปวดบริเวณน่องมาก
ควรหยุดใช้ยาทันทีและรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเป็นอาการของลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดต่างๆ
·
หากต้องได้รับการผ่าตัดทุกชนิด
ควรแจ้งแพทย์ว่ากำลังรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด เนื่องจากยาเม็ดคุมกำเนิดมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด
·
เนื่องจากยาเม็ดคุมกำเนิดมีฮอร์โมนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ ดังนั้นระหว่างที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดจึงไม่ควรสูบบุหรี่
เพราะการสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด
·
ไม่ควรซื้อยาอื่นๆรับประทานเองเช่น ยาฆ่าเชื้อ/ ยาปฏิชีวนะเนื่องจากมียาบางชนิดรบ
กวนการออกฤทธิ์ของยาเม็ดคุมกำเนิดทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลง
เมื่อกำลังกินยาเม็ดคุมกำเนิดพบมีอัตราการตั้งครรภ์ 8.7%
ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยเช่น การลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดการรับประทานยาไม่ตรงเวลา การมีอาการทางระบบทางเดินอาหารเช่น อาเจียน ท้องเสีย หรือการได้รับยาอื่นๆ ซึ่งรบกวนการออกฤทธิ์ของยาเม็ดคุมกำเนิด
ทั้งนี้สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ในขณะรับประทานยาคุมกำเนิดได้โดยรับประทานยาในเวลาเดิมทุกวัน
หากลืมรับประทานยาควรรีบทำตามคำแนะนำข้างต้น หากมีอาการทางระบบทาง
เดินอาหารเช่น อาเจียนหรือท้องเสียมาก
ควรใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยเช่น ถุงยางอนามัยชายอย่างน้อย 7 วันหลังกินยาเม็ดแรก หากมีอาการไม่สบายซึ่งต้องรับประทานยา
ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรทุกครั้งโดยแจ้งว่าตนเองกำลังกินยาคุมกำเนิดอยู่
โดยทั่วไปเมื่อแพทย์แนะนำใช้ยาคุมกำเนิด แพทย์มักนัดตรวจเป็นระยะๆ ความถี่ในการนัดตรวจขึ้นกับสุขภาพโดยรวมของหญิงนั้น
การเกิดผลข้างเคียงต่างๆจากการใช้ยา
และดุลพินิจของแพทย์ แต่ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อ
·
หากมีอาการผิดปกติหลังรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเช่น ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้อาเจียนมาก เลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมาก
การเลือกใช้วิธีคุมกำเนิดควรเป็นไปโดยความสมัครใจของผู้ที่ต้องการคุมกำเนิด โดยประ เมินจากความสะดวกในการเข้าถึงวิธีการคุมกำเนิด ระยะเวลาที่ต้องการคุมกำเนิด ผลข้างเคียงต่างๆ
ข้อห้ามในการใช้วิธีคุมกำเนิดวิธีต่างๆ โดยยาเม็ดคุมกำเนิดเหมาะในผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดชั่วคราว ระยะเวลาไม่กี่ปี (น้อยกว่า 5 ปี) มีการวางแผนต้องการบุตรเพิ่มอีกในอนาคต
(การวาง แผนครอบครัว) ไม่มีข้อห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด และสามารถรับประทานยาได้ตามเวลาทุกวัน
ในปัจจุบันยาเม็ดคุมกำเนิดมีหลายชนิด โดยชนิดที่ได้รับความนิยมสูงสุดและมีประสิทธิ ภาพในการคุมกำเนิดดีคือยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
ส่วนยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินอย่างเดียว
ควรใช้ในสตรีที่ให้นมบุตรและสตรีที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
สำหรับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ควรใช้เฉพาะเวลาฉุกเฉิน เนื่องจากมีผลข้างเคียงมากและ
อัตราการล้มเหลว (การตั้งครรภ์)
สูง
ยี่ห้อยาเม็ดคุมกำเนิดในท้องตลาดมีหลายยี่ห้อ
แต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างในเรื่องของชนิดฮอร์โมน ปริมาณฮอร์โมน ผลข้างเคียงที่ดีเช่น
การลดการเกิดสิว ผิวมัน ขนดก ลดอาการในกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม ซึ่งผู้ที่ต้องการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดสามารถเลือกซื้อได้ตามความต้องการ ตามกำลังการซื้อ และตามผลข้างเคียงที่ต้องการ
โดยอาจปรึกษาแพทย์หรือ เภสัชกรก่อนการเลือกยี่ห้อยาเม็ดคุมกำเนิด
การเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดควรทดลองใช้ 1 แผงก่อน โดยทดลองรับประทานและสังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นเช่น
เป็นฝ้า ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หากมีอาการข้างเคียงควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยี่ห้อยาเม็ดคุมกำเนิดที่เป็นฮอร์โมนต่างชนิดหรือเพื่อลดปริมาณฮอร์
โมนในตัวยา
แพทย์มีวิธีเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดโดยพิจารณาจากความต้องการของผู้มารับบริการคุมกำ เนิด
พิจารณาว่าไม่มีข้อห้ามในการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด อาการต่างๆที่เกิดร่วมของผู้มารับบริการ
เช่น มีอาการในกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน มีสิวมาก
ผิวมัน ขนดก จากนั้นสังเกตดูรูปร่างของผู้มารับบริการ
1.
สตรีที่มีประจำเดือนปริมาณมากและนาน
รอบประจำเดือนสั้น
ไม่มีสิวหรือขนตามตัว มักเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสตินสูง
2.
สตรีที่มีปริมาณประจำเดือนมาน้อย
รอบประจำเดือนยาว
ลักษณะคล้ายเพศชาย มีสิวขนดก
ผิวมัน มักเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง
3.
สตรีที่มีระดู/ประจำเดือนสม่ำเสมอ
ปริมาณปานกลาง น้ำหนักตัวปกติ
มักใช้ยาเม็ดคุม กำเนิดชนิดที่มีความสมดุลกันทั้ง 2 ฮอร์โมน
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินอย่างเดียวเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่ไม่มีฮอร์ โมนเอสโตรเจนมีเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสติน วัตถุประสงค์เพื่อลดอาการข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยมีกลไกการออกฤทธิ์ทำให้มูกบริเวณปากมดลูกข้นเหนียว
รวมทั้งทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางไม่เหมาะต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
ข้อดีของยา คือ สามารถใช้ในสตรีให้นมบุตรได้
โดยไม่มีผลต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำนม
และสามารถใช้ในผู้ที่มีข้อห้ามใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน
ข้อเสียของยา คือ มีอัตราการล้มเหลว/การตั้งครรภ์ขณะใช้ยาสูงกว่าชนิดฮอร์โมนรวม
ต้องรับประทานให้ตรงเวลา การเริ่มรับประทานยาให้เริ่มรับประทานในวันแรกของการมีประจำเดือน โดยรับประทานยาวันละ 1 เม็ดในเวลาเดิมทุกวัน
ควรใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยใน 7
วันแรกหลังกินยาเม็ดแรก เมื่อยาคุมกำเนิดหมดแผงให้เริ่มรับประทานยาแผงใหม่ต่อในวันถัดไปโดยไม่ต้องรอให้ประจำเดือนมา
ถ้าลืมรับประทานยา 1 เม็ด ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ และรับประทานยาเม็ดต่อไปตาม ปกติร่วมกับใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยเป็นเวลา 48
ชม.หลังกินยาเม็ดแรก
ถ้าลืมรับประทานยา
2 เม็ดติดต่อกัน
ให้รับประทานยาวันละ 2 เม็ดเป็นเวลา
2 วัน โดยใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยอย่างน้อย 2
วันหลังกินยาเม็ดแรก
ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสตินในขนาดสูง
มีผลป้องกันหรือเลื่อนเวลาการตกไข่ ป้องกันการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะในการฝังตัวของตัวอ่อน
มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในกรณีที่ถูกข่มขืน หรือลืมคุมกำเนิด หรือคุมกำเนิดล้มเหลว
เช่น การฉีกขาดของถุงยางอนามัยชาย แต่เนื่องด้วยมีปริมาณของฮอร์โมนสูง
ทำให้ไม่เหมาะสมในการใช้เป็นยาคุมกำเนิดทั่วไปเพราะมีผลข้างเคียงสูง
(เช่น การมีเลือดออกทางช่องคลอดผิด ปกติ) มีอัตราการล้มเหลว/การตั้งครรภ์สูงกว่ายาคุมกำเนิดทั่วไป ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดยมีชื่อทางการค้าว่า
Postinor และ Madonna
การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินจะได้ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อรับประทานยาทั้งหมดรวม 2 เม็ด โดย 1 เม็ดแรกรับประทานทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์แต่ทั้งนี้ไม่ควรเกิน
72 - 120 ชม.หลังมีเพศสัมพันธ์
จากนั้นรับประทานยาอีก 1 เม็ดอีก
12 ชม.ถัดมา
หากประจำเดือนขาดหลังใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ควรทดสอบการตั้งครรภ์เนื่องจากมีอัตราการล้มเหลว/การตั้งครรภ์สูงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไป
5. ฮอร์โมนคุมกําเนิดที่ออกฤทธิ์ระยะยาว
1.1ยาฉีดคุมกำเนิด (Injectable
contraceptive) คือ วิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวแบบหนึ่ง
โดยจะเป็นการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อของสตรีในระยะเวลาตามที่แพทย์กำหนด หลังจากฉีดตัวยาจะค่อย
ๆ ขับฮอร์โมนออกมา เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากในรายที่ต้องการเว้นระยะการมีบุตร
เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง ทำได้ง่าย สะดวก และมีราคาถูก
การฉีดยาคุมกําเนิด เริ่มมีครั้งแรกทางภาคเหนือในไทยตั้งแต่ปี
พ.ศ.2508
ต่อมาได้มีการศึกษาและทดลองใช้ จึงได้พบว่ามีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง
ทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ยาฉีดที่ใช้อดีตและยังใช้กันมากในปัจจุบันคือ Depot medroxyprogesterone
acetate (DMPA) โดยใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 3 เดือน นอกจากจะช่วยคุมกำเนิดแล้ว ยานี้ยังมีฤทธิ์ทำให้รอบเดือนเปลี่ยนแปลง
มาไม่ตรงเวลา อาจมีประจำเดือนน้อย กะปริดกะปรอย หรือประจำเดือนไม่มา เป็นต้น
ชนิดของยาฉีดคุมกำนิด
• ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว
ซึ่งเป็นยาฉีดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เพียงอย่างเดียว
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ดังนี้
ยา Depot Medroxyprogesterone acetate
(DMPA) ขนาด 150 มิลลิกรัม
เป็นตัวยาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน มีชื่อทางการค้าว่า Depo-Provera®
(ยี่ห้ออื่นก็มีครับ) ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 3 เดือน (12 สัปดาห์ หรือ 84 วัน)
เลยได้ไม่เกิน 5 วัน หลังจากฉีด DMPA จะสามารถตรวจพบได้ในกระแสเลือดภายใน
30 วินาที ระดับฮอร์โมนไม่สะสมในร่างกาย
เมื่อเข้าไปในกระแสเลือดจะออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมายโดยตรง
และจะออกฤทธิ์คุมกำเนิดภายใน 24 ชั่วโมง
ยา
Norethisterone Enanthate (NET-EN) ขนาด 200 มิลลิกรัม มีชื่อทางการค้าว่า Noristerat®
ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 2 เดือน (8 สัปดาห์) หลังฉีดตัวยาจะเข้าไปอยู่ในไขมันทั่วร่างกาย
แล้วกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ระดับของฮอร์โมนจะลดลงเร็ว
ฮอร์โมนนี้เมื่อเข้าในกระแสเลือดจะต้องถูกเปลี่ยนที่ตับให้เป็น Norethisterone
ก่อนจึงจะออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมายได้ โดยการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนตัวยาจะถูกดูดซึมได้เร็วกว่าและระดับฮอร์โมนจะสูงกว่าการฉีดเข้ากล้ามบริเวณสะโพก
• ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
เป็นยาฉีดคุมกำเนิดแบบใหม่ที่ผลิตมาเพื่อลดอาการผิดปกติของประจำเดือน
ในยาฉีดจะมีทั้งฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) และฮอร์โมนเอสโตรเจน
(Estrogen) ชนิดนี้มีชื่อทางการค้าว่า Cyclofem® และLunelle™ ยาฉีดจะประกอบไปด้วยตัวยา Medroxyprogesterone
acetate 25 มิลลิกรัม และ Estradiol cypionate 5 มิลลิกรัม และอีกยี่ห้อคือ Mesigyna® จะประกอบไปด้วยยา
Norethisterone Enanthate (NET-EN) ขนาด 50 มิลลิกรัม และ Estradial valerate 5 มิลลิกรัม
แต่โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะใช้ Cyclofem® มากกว่าครับยี่ห้ออื่นครับ
โดยยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมนี้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อด้อยของยาฉีดชนิดฮอร์โมนเดี่ยวและเพื่อเป็นการเลียนแบบฮอร์โมนของร่างกาย
ทำให้มีประจำเดือนมาทุกเดือน ช่วยให้เกิดการสร้างเยื่อบุมดลูกขึ้น
ช่วยลดภาวะเลือดประจำเดือนออกผิดปกติ
และทำให้สามารถตั้งครรภ์ได้เร็วขึ้นหลังจากหยุดใช้ยา
แต่ต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นประจำทุก ๆ 1 เดือน (4 สัปดาห์)
ซึ่งจากการศึกษาผลพบว่าผู้ที่ฉีดยาคุมกำเนิดชนิดนี้จะมีอัตราการเลิกใช้ยาในช่วงแรกน้อยกว่าชนิดแรก
เนื่องจากปัญหาประจำเดือนขาด ไม่มีประจำเดือน เลือดออกกะปริดกะปรอยเกิดได้น้อยกว่า
แต่ทั้งนี้ผู้ที่ใช้ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมจะใช้ยาต่อเนื่องได้มานานเท้าชนิดฮอร์โมนเดียว
ด้วยสาเหตุอาการข้างเคียงอย่างอื่น เช่น มีน้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดศีรษะ ฯลฯ
การออกฤทธิ์ของยาฉีดคุมกำเนิด
ฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) จะเป็นตัวยับยั้งการตกไข่
ทำให้ไม่มีไข่มารอปฏิสนธิ
นอกจากนั้นยังทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางตัวไม่เหมาะสมแก่การฝังตัวของไข่
และทำให้มูกที่ปากมดลูกมีความเหนียวข้น ส่งผลให้ตัวอสุจิไม่สามารถว่ายผ่านเข้าไปผสมกับได้
(ผ่านเข้าไปได้ยาก) จึงสามารถช่วยคุมกำเนิดได้
ผู้ที่เหมาะจะฉีดยาคุมกำเนิด
• สตรีที่ต้องการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย
• สตรีที่ลืมรับประทานยาคุมกำเนิดบ่อย ๆ ต้องการความสะดวก
ไม่ต้องการรับประทานยาคุมกำเนิดแบบเดิมทุก ๆ วัน
• สตรีหลังคลอดที่กำลังให้นมบุตร (ต้องเป็นยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว)
• สตรีที่มีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ
• สตรีที่สูบบุหรี่
ผู้ที่ไม่เหมาะจะฉีดยาคุมกำเนิด
• ปกติแล้วจะไม่แนะนำให้ใช้ยาฉีดคุมกำเนิดเป็นทางเลือกแรกของสตรีที่อายุต่ำกว่า
18 ปี หรือสตรีที่มีอายุเกิน 45
ปีขึ้นไป เพราะยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (โปรเจสติน)
จะมีผลต่อความหนาแน่นของกระดูก
• สงสัยว่าตัวเองตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์
• มีความดันโลหิตสูงเกิน 160/100 มม.ปรอท
• เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้
• เป็นโรคมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์หรือเกี่ยวกับเจริญพันธุ์ เช่น
มะเร็งเต้านม หรือเคยเป็นมะเร็งเต้านมเกินกว่า 5 ปี
• เป็นโรคของหลอดเลือด โรคเส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจขาดเลือด
• เป็นโรคไมเกรนที่มี Aura (อาการที่เกี่ยวกับความรู้สึก
เช่น เห็นแสงวาบ เห็นจุดดำ ๆ หรือรู้สึกซ่าบริเวณใบหน้าและมือ)
• มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
• เป็นโรคไต โรคตับอักเสบ ตับแข็ง หรือมะเร็งตับ
• เป็นโรคเลือดออกง่ายและหยุดยาก
• มีภาวะกระดูกพรุน ไม่ควรใช้ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (โปรเจสติน)
• มีภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง
• สตรีที่อ้วนมากเกินไป
ประโยชน์ของการฉีดยาคุมกำเนิด
• ลดอาการเครียดก่อนมีประจำเดือน
• ลดอุบัติการณ์ของภาวะโลหิตจาง
• ลดภาวะซีดและอาการปวดประจำเดือน
เนื่องจากทำให้ไม่มีประจำเดือนหรือประจำเดือนมาน้อย
• ลดโอกาสในการเกิดการตั้งครรภ์หรือท้องมดลูกได้ เพราะโอกาสในการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานมีน้อยลง
• ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
เนื่องจากยาฉีดคุมกำเนิดจะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงและไม่มีการแบ่งเซลล์
• ลดโอกาสการติดเชื้อหรือเกิดการอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน
เนื่องจากปากมดลูกเหนียวข้นจะข่วยป้องกันเชื้อต่าง ๆ ไม่ให้ผ่านเข้าไปในมดลูกได้
• ช่วยป้องกันอุบัติการณ์เกิดเนื้องอกมดลูก
• ลดอุบัติการณ์เกิดซีสต์ในรังไข่ (Ovarian Cysts)
• ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่
• ลดอุบัติการณ์เกิดเชื้อรา
• DMPA
สามารถช่วยป้องกัน Sickle cell crisis ได้
• ช่วยลดจำนวนความถี่ของการชัก
• ใช้รักษาภาวะผิดปกติและโรคทางนรีเวชได้ เช่น endometriosis,
endometrial hyperplasia, precocious puberty และถ้าใช้หลังหมดระดูจะช่วยลดอาการ
vasomotor symptoms (กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทอัตโนมัติ
อาการที่พบได้แก่ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากในตอนกลางคืน)
ผลข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิด
• อาการข้างเคียงของการฉีดยาคุมกำเนิดในชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Noristerat®,
Depo-Provera®) มีดังนี้
1. ประจำเดือนเปลี่ยนแปลง หลังจากฉีดยาคุมกำเนิดอาจมีเลือดออกคล้ายประจำเดือน
ในบางรายอาจมีเลือดออกแบบกะปริดกะปรอย ออกบ้างหยุดบ้าง หรือออกทั้งเดือนก็มี
ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่พบได้บ่อย แต่จะเกิดขึ้นเมื่อฉีดยาเข็มแรก ๆ
แล้วต่อไปจะมีเลือดออกแบบกะปริดกะปรอยน้อยลงและเว้นระยะเวลานานขึ้น
จนกลายเป็นไม่มีประจำเดือน หรือในบางรายฉีดยาไปแล้วประจำเดือนอาจขาดไปเลยก็มี
แต่ไม่มีอันตรายอย่างใดครับ
แถมยังช่วยป้องกันโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็กได้อีกด้วย (ประจำเดือนไม่มา
ไม่ได้หมายความว่าจะมีเลือดคั่งคางอยู่ในร่างกาย
เพราะเลือดเสียในร่างกายจะถูกขับออกทางตับและน้ำดีที่ออกมากับอุจจาระและปัสสาวะ)
แต่ถ้าอยากให้เลือดออกกะปริดกะปรอยหยุดไหลหรือประจำเดือนไม่มานาน ๆ
และอยากให้ประจำเดือนมาก็ไปหาหมอได้เลยครับ
เพราะจะมีตัวยาที่กินแล้วจะช่วยให้ประจำเดือนหยุดไหลหรอมาได้
2. การหลั่งน้ำนมแม่ ผู้ฉีดยาคุมกำเนิดจะมีปริมาณน้ำนมแม่มากกว่าปกติ
(ไม่ได้เพิ่มมากนัก) แต่ส่วนประกอบของสารอาหารในน้ำนมแม่ยังคงเป็นปกติ แม้ว่ายาที่ฉีดเข้าไปจะถูกขับออกมาทางน้ำนมได้
แต่ก็มีจำนวนน้อยจนไม่เกิดผลเสียต่อลูกน้อยแต่อย่างใด
3. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ที่กลัวอ้วน
ไม่แนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาคุมกำเนิด เพราะจากผลการศึกษาพบว่า
ผู้ที่ฉีดยาคุมกำเนิดจำนวน 3 ใน 5
รายมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 1-5 กิโลกรัมต่อปี) อีก 1 รายมีน้ำหนักคงที่ ส่วนอีกรายน้ำหนักลดลง แต่จริง ๆ
แล้วอาหารก็มีส่วนเยอะครับ จะโทษแต่ยาฉีดคุมกำเนิดอย่างเดียวก็คงไม่ได้
ถ้าควบคุมอาหารได้ก็ไม่ต้องกังวลอะไรครับ ถ้าใช้ไปแล้วน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 กิโลกรัมหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แพทย์อาจแนะนำให้หยุดใช้ยาแล้วเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่นแทน
4. ผลต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
การฉีดยาคุมกำเนิดอาจทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือด การทำงานของตับ
และระบบการเผาผลาญสารอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย
แต่อย่างไรก็ตามถ้าเป็นโรคในระบบเหล่านี้อยู่ก็ควรไปปรึกษาหมอก่อนจะฉีดยาคุมกำเนิด
หรือในขณะที่ฉีดอยู่แล้วถ้าเป็นก็ควรบอกให้หมอทราบด้วย
5. ภาวะกระดูกบาง
เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสตินจะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่
ทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงและมีผลทำให้มวลกระดูก ความหนาแน่นของกระดูกลดลง
แต่จะเป็นผลแบบชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหยุดฉีดยาคุมชนิดนี้แล้ว
ความหนาแน่นของมวลกระดูกจะกลับคืนมาปกติ
แต่จากการศึกษาและการรวบรวมรายงานของสุรศักดิ์ ฐานีพานิชกสกุล
ไม่พบความแตกต่างระหว่างความแน่นของกระดูกในกลุ่มผู้ฉีดยาคุมกำเนิดนานกว่า 3 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม
ซึ่งผลการศึกษานี้แตกต่างจากการศึกษาในสตรีจากนิวซีแลนด์
ที่พบว่าความหนาแน่นของกระดูกลดลง เมื่อใช้ยาฉีดนานกว่า 5 ปี
6. อาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น อาจมีการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ มึนงง ใจสั่น
อารมณ์เปลี่ยนแปลง หงุดหงิด อ่อนเพลีย อึดอัดในท้อง ปวดท้อง
แต่อาการเหล่านี้ยังไม่แน่นอนครับ เพราะอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้
• อาการข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Cyclofem®) ที่อาจพบได้คือ อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เป็นฝ้า จุดด่างดำ
มีอาการคัดตึงหน้าอกหรือเต้านม
ข้อดีของการฉีดยาคุมกำเนิด
1. สามารถรับบริการได้ง่าย
เนื่องจากวิธีการและอุปกรณ์สำหรับการให้บริการไม่ยุ่งยาก
เลือกให้บริการแก่สตรีทั่วไปได้อย่างกว้างขวาง เพราะยาฉีดมีข้อห้ามในการใช้ยาน้อย
2. มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงมาก (มากกว่าหรือเทียบเท่ากับการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด)
3. ราคาถูกเมื่อเทียบกับวิธีคุมกำเนิดแบบอื่น เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด หรือ
การใส่ห่วงอนามัย
4. ให้ความสะดวก ใช้งานง่าย ฉีดครั้งเดียวก็สามารถคุมกำเนิดได้นานถึง 3 เดือน โดยไม่ต้องใช้ทุกวันเหมือนยาเม็ดคุมกำเนิด
5. ไม่ขัดขวางขั้นตอนต่าง ๆ ของการร่วมเพศ
6. สามารถใช้ได้ดีในขณะให้นมลูก เพราะไม่ทำให้น้ำนมแห้ง
7. การไม่มีประจำเดือนภายหลังการฉีดมีผลดีต่อสุขภาพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง
8. มีผลพลอยได้ทางด้านสุขภาพอื่น ๆ หลายอย่างตามที่กล่าวมา
ข้อเสียของยาฉีดคุมกำเนิด
1. จะต้องเสียเวลาไปสถานที่รับบริการบ้างและอาจทำให้ลืมเวลานัดได้
2. ต้องให้แพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรทางสาธารณสุขเป็นคนฉีดยาให้
3. ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
4. ประจำเดือนอาจเปลี่ยนแปลง มาไม่สม่ำเสมอ มากะปริดกะปรอย
หรือไม่มีประจำเดือน และหลาย ๆ รายอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
5. เนื่องจากการที่มีเลือดออกแบบกะปริดกะปรอย (ในช่วงแรกของการฉีด
หรืออาจจะหลายเดือน) จึงทำให้ต้องใส่ผ้าอนามัยอยู่ตลอดเวลา จะไม่ใส่ก็ไม่ได้
เพราะบางครั้งก็มาโดยไม่ได้นัดแนะ ปัญหาที่ตามมาก็คือทำให้เกิดความอับชื้น มีตกขาว
เป็นต้น
6. เมื่อเกิดอาการข้างเคียงจะต้องรอจนกว่ายาคุมจะหมดฤทธิ์ อาการถึงจะหายไปเอง
7. เมื่อหยุดฉีดร่างกายจะยังไม่พร้อมมีลูกได้ทันที
(มีลูกได้ช้ากว่าการคุมกำเนิดแบบอื่น) โดยอาจจะต้องรอไปเกือบ 1 ปี ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าการฉีดยานาน ๆ จะทำให้เป็นหมัน
เรื่องนี้ไม่จริงครับ แต่อาจจะทำให้มีลูกได้ช้าไปไม่ทันใจ
คนที่ฉีดยาคุมกำเนิดจึงต้องวางแผนไว้อย่างดี
เพราะไม่ใช่เมื่อพร้อมจะมีลูกก็จะหยุดฉีดแล้วจะมีได้ทันที
แต่ต้องรอไประยะหนึ่งก่อนครับ เช่น บางคนฉีดยาไป 3 ปีกว่า
กว่ายาจะหมดฤทธิ์ก็ต้องรอไปอีก 10 เดือน
แต่ถ้าฉีดนานกว่านั้นก็อาจะรอยาวนานขึ้นไปอีก โดย NET-EN จะทำให้ภาวการณ์เจริญพันธุ์กลับคืนมาเร็วกว่า
DMPA สรุปคือ “การฉีดยาคุมกำเนิดไม่ทำมีบุตรยากหรือเป็นหมันแต่อย่างใด
แต่จะทำให้มีบุตรได้ช้า เพราะฤทธิ์ยายังคงอยู่“
ยาฝังคุมกำเนิดหรือ
ยาคุมกำเนิดแบบฝัง(Contraceptive
implant หรือ Implantable contraception) คือ
วิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวชนิดหนึ่ง โดยเป็นการใช้ฮอร์โมนชนิดเดียว คือ
โปรเจสติน (Progestin) ที่บรรจุเอาไว้ในหลอดหรือแท่งพลาสติกเล็ก
ๆ ขนาดเท่าไม้จิ้มฟันชนิดกลม นำมาฝังเข้าไปที่ใต้ผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขนด้านที่ไม่ถนัด
ซึ่งฮอร์โมนจะค่อย ๆ
ซึมผ่านออกมาจากแท่งยาเข้าสู่ร่างกายและไปยับยั้งการเจริญเติบโตของฟองไข่
ส่งผลทำให้ไม่มีการตกไข่ตามมา จึงช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้
การออกฤทธิ์ของยาฝังคุมกำเนิด
ยาฝังคุมกําเนิด
ประกอบไปด้วยฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin)
เพียงชนิดเดียว จึงทำให้ไม่มีผลข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)
เหมือนกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนรวม)
โดยฮอร์โมนที่ปล่อยออกมาจากแท่งยาฝังคุมกำเนิดจะมีผลทำให้ฟองไข่ไม่พัฒนา
จึงไม่สามารถโตต่อไปจนตกไข่ได้ เมื่อไม่มีไข่ที่จะรอผสมกับเชื้ออสุจิ
จึงไม่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้
นอกจากนี้ฮอร์โมนโปรเจสตินที่ปล่อยออกมายังทำให้มูกที่ปากมดลูกเหนียวจ้น
ส่งผลให้เชื้ออสุจิว่ายผ่านเข้าไปยาก
จึงช่วยลดโอกาสเกิดการผสมกับไข่ได้อีกทางหนึ่ง
โดยยาฝังคุมกำเนิดที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ดังนี้
• Implanon®
(ฝัง 1 แท่ง คุมกำเนิด 3
ปี) จะเป็นฮอร์โมน Etonogestrel 68 มิลลิกรัม
แท่งยาฝังจะค่อย ๆ ปล่อยฮอร์โมนออกมาวันละ 70-60 ไมโครกรัม
• Jadelle®
(ฝัง 2 แท่ง คุมกำเนิด 5
ปี) จะเป็นฮอร์โมน Levonorgestrel 75 มิลลิกรัม
ที่ปล่อยฮอร์โมนออกมาวันละ 100-40 ไมโครกรัม
ซึ่งระดับฮอร์โมนที่ปล่อยออกมาจะสูงในช่วง ๆ แรก แล้วจะค่อย ๆ
ลดลงจนคงที่ระยะเวลาต่อมา
ประสิทธิภาพของยาฝังคุมกำเนิด
ถ้าจะบอกว่า
“ยาฝังคุมกำเนิดเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูงสุด”
ก็คงจะไม่ผิด เพราะมีโอกาสล้มเหล้วทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้น้อยมากรองจาก
“การไม่มีเพศสัมพันธ์” เท่านั้น !!
โดยจะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.05% (1
ใน 2,000 คน) ถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่า แล้วการทำหมัน
การฉีดยาคุมกำเนิด รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัย รวมถึงการสวมถุงยางอนามัยล่ะ
ไม่ใช่วิธีการคุมกำเนิดที่มีอัตราการล้มเหลวต่ำที่สุดหรือ ? ขอตอบเลยว่า
“ยังไม่ใช่” ครับ
เนื่องจากการทำหมันชายยังมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้อยู่
คือ 0.1% (1 ใน 666 คน), ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Cyclofem®)
และการใส่ห่วงอนามัยชนิดโปรเจสโตเจนจะมีโอกาสล้มเหลวได้เท่ากัน คือ 0.2%
(1 ใน 500 คน), ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว
(Depo-Provera®) เท่ากับ 0.2% (อัตราทั่วไป
6%), ยาเม็ดคุมกำเนิด เท่ากับ 0.3% (อัตราทั่วไป
9% หรือ 1 ใน 11
คน), การทำหมันหญิงแบบผูกท่อนำไข่ (Tubal ligation) เท่ากับ 0.5% (1 ใน 384 คน),
การใส่ห่วงอนามัยหุ้มทองแดง เท่ากับ 0.6% (อัตราทั่วไป
0.8% หรือ 1 ใน 125 คน) และการสวมถุงยางอนามัย เท่ากับ 2% (อัตราทั่วไป
18% ที่จะล้มเหลวทำเกิดการให้ตั้งครรภ์) ฯลฯ
จากข้อมูลเหล่านี้จึงอาจระบุว่าได้ว่า “ยาฝังคุมกำเนิดเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีอัตราการล้มเหลวน้อยที่สุดในโลก”
เลยก็ว่าได้
ผู้ที่เหมาะจะใช้ยาฝังคุมกำเนิด
• ผู้ที่ลืมรับประทานยาคุมกำเนิดบ่อย ๆ หรือเป็นคนขี้ลืม
• ต้องการวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและคุมกำเนิดได้ในระยะยาว
(ต้องการคุมกำเนิดในระยะเวลา 3-5 ปีขึ้นไป)
• ผู้ที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากการคุมกำเนิดรูปแบบอื่น เช่น
สตรีที่อยู่ในช่วงกำลังให้นมบุตร (สามารถใช้ได้ถ้าทารกอายุมากกว่า 6 สัปดาห์)
ผู้ไม่ควรใช้ยาฝังคุมกำเนิด
• สงสัยว่าตั้งครรภ์หรือยังไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์หรือไม่
• ไม่ชอบการฉีดยาหรือไม่ต้องการให้สิ่งใดมาฝังอยู่ใต้ผิวหนัง
หรือกังวลเรื่องการมีประจำเดือนผิดปกติ
• มีปฏิกิริยาไวต่อส่วนประกอบของแท่งบรรจุฮอร์โมน
• ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดหรือตามอวัยวะเพศต่าง ๆ
โดยไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากยาฝังคุมกำเนิดอาจกระตุ้นให้เลือดออกได้มากขึ้น
• มีภาวะเลือดออกง่ายและหยุดยาก
เนื่องจากยาฝังคุมกำเนิดอาจไปรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือดที่มีหน้าที่ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวในภาวะเลือดออกได้
• ผู้ที่สงสัยหรือเป็นมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น มะเร็งเต้านม
หรือมีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านม เนื่องจากยาฝังคุมกำเนิดอาจไปกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งลุกลามแพร่กระจายได้
• ผู้ที่เป็นโรคตับ
เนื่องจากผลข้างเคียงของยาฝังอาจส่งผลทำให้เกิดตับอักเสบเพิ่มขึ้นได้
• มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนโปรเจสโตเจน
หรือมีเนื้องอกที่สัมพันธ์กับการใช้โปรเจสโตเจน
• ส่วนข้อมูลจาก siamhealth.net ระบุว่าผู้ที่เป็นโรคหัวใจ
โรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคลมชัก โรคถุงน้ำดี
ไม่ควรใช้ยาฝังคุมกำเนิด
หมายเหตุ :
ควรขอคำแนะนำจากแพทย์จะดีที่สุด
ประโยชน์ของยาฝังคุมกำเนิด
• ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
• ช่วยลดโอกาสการเกิดอาการซีดจากการมีประจำเดือนมามากผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก
• ช่วยป้องกันการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก
จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้
ผลข้างเคียงของการฝังคุมยาคุมกำเนิด
• ในระยะเวลา 2-3 เดือนแรก ประจำเดือนอาจมาไม่สม่ำเสมอ
ประจำเดือนมาแบบกะปริดกะปรอย หรือตกขาวมาก ซึ่งเป็นอาการพบได้มากที่สุด
แต่ก็พบได้ไม่มากครับ หรือในบางรายประจำเดือนมามากติดต่อกันหลายวัน
ไม่มีประจำเดือน หรือประจำเดือนขาดไปเลยก็มีครับ
บางครั้งก็อาจจำเป็นต้องใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน 0.05 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ด ประมาณ 7-10 วัน เพื่อช่วยลดอาการเลือดออกกะปริดกะปรอย
• บางรายอาจมีอาการปวดท้องน้อยและปวดประจำเดือนบ้างในระยะ 2-3 เดือนแรก
• ในระยะแรกอาจมีอาการปวดแขนบริเวณที่ฝังแท่งยาคุมกำเนิด
• แผลที่ฝังยาคุมกำเนิดอาจเกิดการอักเสบหรือมีรอยแผลเป็นได้
• มีอารมณ์แปรปรวน
• มีอาการปวดหรือเจ็บเต้านม
• บางรายอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น (แต่ปัจจัยหลักคืออาหารครับ
ถ้าควบคุมอาหารได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร)
• อาจทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ
• หากเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น จะมีโอกาสการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้มากกว่าปกติ
• ส่วนข้อมูลจาก siamhealth.net ระบุว่ามีผลข้างเคียงทำให้เป็นสิว
ขนดก และมีความต้องการทางเพศลดลง (ข้อมูลอื่นไม่ได้ระบุไว้)
ข้อดีของยาฝังคุมกำเนิด
1. ประสิทธิภาพภาพในการคุมกำเนิดสูงมาก (สูงที่สุดในโลก)
รองจากการไม่มีเพศสัมพันธ์ ชนิดที่ว่ายาเม็ดคุมกำเนิดก็เทียบไม่ติด !!
2. เป็นวิธีที่มีความสะดวก ฝังครั้งเดียวสามารถคุมกำเนิดได้นาน 3-5 ปี (แล้วแต่ชนิดของยา)
3. ไม่ต้องรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดทุกวัน จึงช่วยลดโอกาสการลืมกินยา
หรือลดโอกาสฉีดยาคลุมคลาดเคลื่อนไม่ต้องกำหนด ที่ต้องไปฉีดยาทุก ๆ 1-3 เดือน
4. เนื่องจากยาฉีดคุมกำเนิดมีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียว จึงทำให้ไม่ได้รับผลข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจนเหมือนการคุมกำเนิดรูปแบบอื่น
เช่น คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ เป็นฝ้า ฯลฯ
5. สามารถเลิกใช้เมื่อใดก็ได้
เมื่อต้องการจะมีบุตรหรือเปลี่ยนเป็นใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น
6. ใช้ได้ดีในผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะไม่มีผลต่อการหลั่งของน้ำนม
7. ไม่ทำให้การทำงานของตับเปลี่ยนแปลง
8. หลังจากถอดออกจะสามารถมีลูกได้เร็วกว่าการฉีดยาคุมกำเนิด
เนื่องจากฮอร์โมนกระจายออกในปริมาณน้อยและไม่มีการสะสมในร่างกาย
9. มีผลพลอยได้จากการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น ทำให้อาการปวดประจำเดือนมีน้อยลง,
ลดโอกาสการตั้งครรภ์นอกมดลูก, ป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก,
ลดอุบัติการณ์ของภาวะโลหิตจาง ฯลฯ
ข้อเสียของยาฝังคุมกำเนิด
1. การฝังและการถอดจะต้องทำโดยแพทย์ที่ได้รับการอบรมแล้ว
(ไม่สามารถถอดหรือฝังโดยแพทย์ทั่วไปได้) จึงไม่สามารถใช้หรือถอดได้เอง
2. ในบางรายสามารถคลำแท่งยาในบริเวณท้องแขนได้
3. ประจำเดือนอาจมาแบบกะปริดกะปรอย จึงทำให้ต้องใส่ผ้าอนามัยอยู่เสมอ
จะไม่ใส่ก็ไม่ได้ เพราะบางครั้งก็มาแบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งหลาย ๆ
กังวลกับปัญหาเหล่านี้ (แต่เมื่อผ่านระยะหนึ่งปีขึ้นไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้จะน้อยลง)
4. อาจพบภาวะแทรกซ้อนหลังการฝังยาคุมกำเนิดได้ เช่น
มีก้อนเลือดคั่งบริเวณที่กรีดผิวหนัง
5. อาจพบว่าตำแหน่งของแท่งยาเคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิม (พบได้น้อย)
วงแหวนคุมกำเนิด
วงแหวนคุมกําเนิดหรือ วงแหวนช่องคลอด (Birth Control Ring) คือ วงแหวนสำหรับใส่ช่องคลอดที่เรียกว่า “นูวาริง”
(NuvaRing®) มีลักษณะเป็นแหวนพลาสติกขนาดเท่ากำไลข้อมือ
มีขนาดเส้นกลางศูนย์กลางประมาณ 5.5 เซนติเมตร
(มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 54 มิลลิเมตร และมีความหนา 4 มิลลิเมตร) ผลิตมากจากวัสดุที่เรียกว่า “เอธิลีนไวนิลอะซิเตทโคโพลิเมอร์”
ซึ่งผิวมีลีกษณะเรียบ โปร่งใส ไม่มีสี ตัววงแหวนนุ่มและยืดหยุ่น
ไม่ละลายในร่างกาย
ภายในวงแหวนพลาสติกจะบรรจุไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนคล้ายกับยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่เราใช้กันอยู่
โดยจะประกอบไปด้วย Etonogestrel (โปรเตสโตเจน) 11.7 มิลลิกรัม และ Ethinyl estradiol (เอสโตรเจน) 2.7 มิลลิกรัม
โดยมีไว้ใช้สำหรับใส่เข้าไปในช่องคลอดและฮอร์โมนจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อช่วยป้องกันการตั้งครรภ์
ซึ่งในปัจจุบันในบ้านเราเริ่มมีใช้กันแล้วนะครับ
การทำงานของวงแหวนคุมกำเนิด
วงแหวนคุมกำเนิดจะใช้สำหรับใส่เอาไว้ในช่องคลอดเดือนละ 3 สัปดาห์ หรือ 21 วัน
(ใส่วงแหวนวันแรกที่มีประจำเดือน) หลังจากใส่เข้าไปแล้ว ฮอร์โมน Etonogestrel
(โปรเตสโตเจน) และ Ethinyl estradiol (เอสโตรเจน)
ที่มีอยู่ในวงแหวนจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทันที
โดยจะปล่อยฮอร์โมนออกมาในปริมาณต่ำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ (ปล่อยฮอร์โมน Etonogestrel
วันละ 0.12 มิลลิกรัม และปล่อย Ethinyl
Estradiol วันละ 0.015 มิลลิกรัม)
ซึ่งฮอร์โมนที่ถูกปล่อยออกมานั้นจะไปยับยั้งรังไข่ในการปล่อยไข่ออกมาแต่ละเดือน
จึงทำให้ไม่เกิดการตั้งครรภ์ พอครบ 21 วันแล้วก็ถอดออกมา 7 วันเพื่อเป็นการพักร่างกาย (หลังจากถอดแหวนคุมกำเนิดออกประมาณ 2-3 วัน ประจำเดือนก็จะเริ่มมา แต่มาไม่มากหรือเพียงบางเบา)
เมื่อครบเจ็ดวันแล้วจะต้องใส่วงแหวนเข้าไปในช่องคลอดใหม่ จนครบ 21 วัน แล้วก็ถอดออกเว้นไปอีก 7 วัน
แล้วจึงค่อยใส่วงแหวนเข้าไปใหม่
ผู้ที่เหมาะจะใช้วงแหวนคุมกำเนิด
• เหมาะสำหรับผู้หญิงทุกคนที่ต้องการความสะดวกในการคุมกำเนิด
หรือมักลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำ
และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งแทนการใส่ห่วงคุมกำเนิดหรือใช้ยาฝังคุมกำเนิด
ผู้ที่ไม่ควรใช้วงแหวนคุมกำเนิด
• ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองตั้งครรภ์ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้
• ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนบางประเภท, มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน
เช่น โรคอ้วน เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดอักเสบ มีเลือดอุดตันที่ขา
รวมถึงเส้นเลือดในสมองแตก หรือหัวใจวาย, โรคตับหรือตับทำงานผิดปกติ,
เป็นมะเร็งเต้านม, มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ผู้ที่มีพยาธิสภาพทางการแพทย์บางประการซึ่งจำกัดให้ไม่สามารถใส่วงแหวนคุมกำเนิดได้
รวมไปถึงผู้ที่ให้นมทารกที่ต่ำกว่า 6 เดือน
• นอกจากนี้ตัวยาบางชนิดอาจเป็นตัวยับยั้งประสิทธิภาพการทำงานของวนแหวนคุมกำเนิดได้
อย่างไรก็ตามคุณควรปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจก่อนว่าการใช้วงแหวนคุมกำเนิดมีอันตรายหรือไม่
เพราะแพทย์เท่านั้นที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องก่อนที่คุณจะตัดสินใจ
ผลข้างเคียงของวงแหวนคุมกำเนิด
• ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะรู้สึกเป็นปกติหลังจากใช้วงแหวนคุมกำเนิด
แต่ในบางรายก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ
เช่นอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกเจ็บเต้านม เป็นต้น
แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปเองหลังจาก 1-2 เดือน
ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงเนื่องจากการใส่วงแหวนช่องคลอดมักจะไม่ค่อยมี
อย่างไรก็ตามคุณควรปรึกษาแพทย์ทันทีหากมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้น
ข้อดีของวงแหวนคุมกำเนิด
1. เป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงเทียบเท่ากับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
2. เหมาะสำหรับผู้หญิงทุกคนที่ต้องการคามสะดวกในการคุมกำเนิด
หรือมักลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำ
3. ช่วยลดอาการข้างเคียงจากฮอร์โมน
เนื่องจากตัววงแหวนจะค่อย ๆ ปลดปล่อยฮอร์โมนออกมาในระดับต่ำและคงที่
จึงช่วยลดอาการข้างเคียงต่าง ๆ จากฮอร์โมนได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน
เลือดออกกะปริดกะปรอย ช่วยลดสิว ลดหน้ามัน ลดขนดก และไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวแต่อย่างใด
4. สวมใส่และถอดออกได้ง่ายด้วยตัวเอง
(คล้ายกับการเหน็บยาในช่องคลอด)
5. ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ
6. สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ
โดยไม่มีผลต่อความรู้สึกทางเพศ หรือทำให้เกิดการระคายเคืองหรือมีผลข้างเคียงใด ๆ
ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง (ไม่ทำให้เกิดการตกขาวหรือติดเชื้อในช่องคลอด
แต่จะทำให้สภาวะแวดล้อมในช่องคลอดเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อช่องคลอด
จึงทำให้ช่องคลอดไม่แห้ง การตกขาวติดเชื้อจึงเกิดได้น้อยลง)
7. เป็นการดูดซึมฮอร์โมนเฉพาะที่
จึงไม่รบกวนระบบการทำงานของร่างกายทั้งหมด
ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่
8. ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า
ณ ขณะนี้ยอดขายวงแหวนคุมกำเนิดใน USA เพิ่มขึ้นสูงมากมาก
เพราะมีผลสำรวจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ที่พบว่าการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้มีความง่ายต่อการใส่และถอดออก
และไม่มีผลกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ และผู้หญิงมากกว่า 97%
ยังรู้สึกพึงพอใจมากับการใช้วงแหวนคุมกำเนิดนี้ด้วย
ข้อเสียของวงแหวนคุมกำเนิด
1. แม้ในปัจจุบันวงแหวนคุมกำเนิดจะมีขายตามร้านขายยาก็ตาม
แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้ใบสั่งของแพทย์ในการซื้อ
2. ในครั้งแรกที่ใส่วงแหวนคุมกำเนิด
จะยังไม่สามารถคุมกำเนิดได้ทันที จำเป็นต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย
3. ในบางรายใส่แล้วอาจเกิดการระคายเคืองช่องคลอด
ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสการติดเชื้อในช่องคลอดและทำให้มีตกขาวมากขึ้นได้
4. ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
การคุมกำเนิดแบบถาวรหรือการทำหมัน
การคุมกำเนิด
(Contraception) คือ
เทคนิคหรือวิธีการที่ใช้ในการการป้องกันการตั้งครรภ์หรือขัดขวางการตั้งครรภ์
โดยอาศัยกลไกในการป้องกันหลายกลไก เช่น การป้องกันไม่ให้อสุจิกับไข่เกิดการปฏิสนธิ
การป้องกันไม่ให้มีการตกไข่ การป้องกันไม่ให้มีการฝังตัวอ่อนในโพรงมดลูกของสตรี
รวมไปถึงการทำแท้งเพื่อนำตัวอ่อนออกจากมดลูกด้วย
การคุมกำเนิดจึงเป็นหนึ่งในการวางแผนครอบครัวอย่างหนึ่งโดยมีเป้าหมายเพื่อจำกัดจำนวนการมีบุตร
ซึ่งการคุมกำเนิดนั้นก็สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน และทำได้ทั้งหญิงและชาย
โดยฝ่ายหญิงควรเริ่มมีการคุมกำเนิดตั้งแต่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์
(เริ่มมีประจำเดือน) ที่สามารถตั้งครรภ์ได้
หรือตั้งแต่เมื่อคิดจะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ
และควรจะคุมกำเนิดไปเรื่อย ๆ ไปจนกว่าจะถึงวัยหมดประจำเดือน แม้ว่าจะมีอายุมากกว่า
50 ปีก็ตาม (หากอายุน้อยกว่า 50 ปี และยังมีประจำเดือนและมีเพศสัมพันธ์อยู่
ก็ควรจะคุมกำเนิดไปจนกว่าประจำเดือนจะหมดถาวรแล้วประมาณ 2 ปี แต่ถ้าอายุมากกว่า 50
ปี ก็ควรจะคุมกำเนิดไปจนกว่าจะหมดประจำเดือนถาวรแล้ว 1 ปี)
ประโยชน์ของการคุมกำเนิด
1. เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมจะมีลูก
2. เพื่อสุขภาพที่ดีของพ่อแม่
การมีลูกห่างกันจะมีผลดีต่อพ่อแม่ในเรื่องของสุขภาพ
เพราะคุณแม่จะได้มีโอกาสพักฟื้นร่างกายให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
มีทรวดทรงกลับมาคล้ายตอนยังไม่มีลูกมากที่สุด แต่การมีลูกติดกันเกินไป ร่างกายของ
คุณแม่จะทรุดโทรม สุขภาพไม่ดี
ดูแก่ก่อนวัย อาจมีอาการแทรกซ้อนในขณะตั้งครรภ์และในขณะคลอดได้ เช่น
ลูกคลอดก่อนกำหนด ทารกเสียชีวิต ตกเลือด มีเลือดจาง ติดเชื้อหลังคลอด ฯลฯ
และยังเป็นอุปสรรคต่อการทำงานนอกบ้านของคุณแม่
เพราะจะส่งผลในเรื่องของความก้าวหน้าในอาชีพการงานหรือได้โบนัสน้อยลง
เพราะคุณแม่ต้องหยุดงานบ่อย ไม่ว่าจะเป็นการลาไปตรวจครรภ์ ลาป่วย ลาคลอด ฯลฯ
ซึ่งบางบริษัทอาจถึงขั้นเลิกจ้างไปเลยก็มี
ส่วนคุณพ่อนั้นนอกจากจะต้องขยันทำมาหากินเพื่อให้ได้เงินมาดูแลครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิม
ก็ยังต้องมีเวลารับผิดชอบในการดูแลแม่และลูกน้อยมากขึ้นด้วย
และยังต้องช่วยคุณแม่ทำงานบ้านหรือดูแลบ้าน
ซึ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อสุขภาพของคุณพ่ออย่างแน่นอน
3. เพื่อสุขภาพของลูก
การที่คุณแม่มีลูกถี่เกินไปก็จะมีปัญหากับลูกที่ต้องเลี้ยงดูอยู่เดิมและลูกซึ่งกำลังจะคลอดตามมาติด
ๆ เพราะในขณะที่ลูกคนแรกยังไม่ทันโตพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้
คุณแม่ก็เริ่มตั้งท้องใหม่แล้ว
จึงทำให้คุณแม่ไม่มีเวลาเอาใจใส่ดูแลลูกได้ดีเท่าที่ควร
คุณแม่บางรายอาจต้องหยุดให้นมแม่แล้วหันมาเลี้ยงลูกด้วยนมผงแทน
ลูกจึงมีโอกาสท้องร่วงและติดเชื้อได้ง่าย ยิ่งลูกวัยนี้เป็นวัยกำลังซนด้วยแล้ว
โอกาสประสบอุบัติเหตุก็มีมากขึ้นหากไม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น ตกบันได ตกน้ำ
โดนน้ำร้อนลวก ฯลฯ และยังอาจเกิดผลเสียทางด้านจิตใจกับลูกด้วย
คือลูกคนแรกที่ยังเล็กอยู่จะเกิดอิจฉาน้อง ไม่รู้จักโต งอแง หรือคอยรังแกน้อง
จนเกิดเป็นผลเสียในระยะยาว เพราะลูกวัยนี้ยังเล็กเกินกว่าที่จะเข้าใจและรักน้อง
นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจในโรงเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่ระบุว่า “เด็กที่เกิดตามกันมาติด
ๆ จะมีไอคิวหรือความฉลาดโดยเฉลี่ยน้อยกว่าเด็กที่เกิดจากครอบครัวที่มีลูกห่าง ๆ”
(เข้าใจว่าสารอาหารและแร่ธาตุสำคัญต่อการพัฒนาสมองของลูกมีไม่เพียงพอ
เพราะถูกใช้ไปกับการตั้งครรภ์และการคลอด)
การคุมกำเนิดถาวร
1.
การทำหมันหญิง (Female sterilization or tubal ligation)
การทำหมันหญิง
เป็นการคุมกำเนิดถาวรที่ทำโดยการผ่าตัดเพื่อผูกและตัดท่อนำไข่ทั้งสองข้าง (tubal ligation resection) เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิเดินทางไปปฏิสนธิกับไข่ในท่อนำไข่ได้
การทำหมันหญิงมีหลายวิธี แต่ที่นิยมคือ 2 วิธี คือ
การผ่าตัดเข้าทางผิวหนังหน้าท้อง (minilaporotory method) และการใช้เสียงกล้อง
laparoscope (laparoscopic sterilization)
ช่วงเวลาการทำหมันหญิง สามารถแบ่งได้เป็น
2 ระยะ คือ
ระยะหลังคลอด (puerperal period) และระยะปกติ (non-
puerperal period/ interval sterilization) ระยะหลังคลอด
เป็นการผ่าตัดทำหมันหลังคลอดใหม่ๆ
ซึ่งอาจจะเป็นการผ่าตัดทำหมันทันทีภายหลังคลอดบุตร (delivery room tubal
sterilization) ซึ่งจะทำได้ง่าย เพราะมดลูกอยู่สูงที่ระดับสะดือ
แผลผ่าตัดอยู่ที่ใต้ขอบสะดือ ทำให้ทำได้ง่าย และไม่มีแผลเป็น ใช้ยาสลบน้อย
เพราะได้รับยาระงับปวดขณะคลอดอยู่แล้วและลดเวลาที่จะนอนพักในโรงพยาบาลด้วย
ส่วนการทำหมันภายหลังคลอดบุตร 24-48 ชั่วโมง (post-partum
tubal resection) ยังเป็นช่วงที่มดลูกลอยตัวอยู่
และอยู่ในระดับสะดือ หรือต่ำกว่าเล็กน้อย
การทำหมันหญิงหลังคลอดนี้
คนทั่วไปนิยมเรียก “หมันเปียก” เนื่องจากเป็นช่วงหลังคลอดใหม่ๆ
ยังมีน้ำคาวปลาไหลออกมาจากมดลูก แสดงว่า มดลูกยังเปียกอยู่จึงเรียกว่าหมันเปียก
ส่วนการทำหมันในระยะปกตินิยมเรียกว่า “หมันแห้ง”
การทำหมันหญิง
(Female Sterilization) เป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก
ปลอดภัย มีอัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์น้อยมาก
เหมาะสำหรับผู้ที่มีบุตรเพียงพอแล้ว หลังทำหมันก็สามารถทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่ห้ามยกของหนักในช่วง
3-4 วันแรกเท่านั้น ไม่มีข้อห้ามอื่น ๆ สามารถร่วมเพศได้เลย
เพราะให้ผลในการคุมกำเนิดแบบทันที ไม่ต้องรอนาน 3-4 เดือนเหมือนที่เข้าใจกัน
สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 วิธี ดังนี้
• การทำหมันหลังคลอด (การทำหมันเปียก) เป็นการทำหมันภายใน 6 สัปดาห์แรกหลังการคลอดบุตร
โดยนิยมทำในช่วง 48 ชั่วแมงแรกหลังการคลอดบุตร เนื่องจากสามารถทำได้โดยง่าย
แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เนื่องจากมดลูกยังมีขนาดโตลอยอยู่ในช่องท้องเหนืออุ้งเชิงกราน
จึงทำให้สามารถหาท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างได้ง่าย วิธีที่นิยมทำกันก็คือ
การลงแผลผ่าตัดใต้สะดือ ขนาดแผลยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร
แล้วทำการผูกท่อนำไข่และตัดท่อนำไข่บางส่วนออกทั้งสองข้าง
เมื่อทำเสร็จแล้วต้องนอนพักโรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน จึงจะกลับบ้านได้
หลังผ่าตัดประมาณ 6-7 วัน จึงมาตัดไหม ส่วนคนที่ผ่านท้องคลอด
แพทย์จะทำหมันไปพร้อมกันเลย จะได้ไม่ต้องมาทำใหม่อีก
ซึ่งจะต้องนอนพักในโรงพยาลประมาณ 4-5 วัน
และแพทย์ส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้ทำหมันด้วยวิธีนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว
เพราะฉะนั้นผู้ที่คิดจะทำหมันด้วยวิธีนี้จะต้องคิดและตัดสินใจให้แน่วแน่ในขณะที่กำลังตั้งครรภ์
เมื่อคลอดเสร็จจะได้ทำหมันได้เลย
• การทำหมันปกติ (การทำหมันแห้ง) เป็นการทำหมันในระยะที่ไม่ใช่ในช่วง 6
สัปดาห์แรกหลังการคลอดบุตร มดลูกจะมีขนาดปกติและอยู่ในอุ้งเชิงกราน
การผ่าตัดจึงมีความยากในการหาท่อนำไข่มากกว่าการทำหมันเปียก
แต่ก็ใช้เวลาทำไม่นานครับ เพียงแค่ 10-15 นาที เมื่อทำเสร็จแล้วหมอจะให้นอนพักประมาณ
2-3 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้เลย พร้อมกับให้ยาแก้ปวดไปกิน อีกประมาณ 6-7
วันจึงค่อยกลับมาให้หมอตัดไหม ซึ่งการทำหมันแห้งก็สามารถทำได้โดยารผ่าตัดหน้าท้อง
(Laparotomy) และการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopy)
• การทำหมันหญิงแบบอุดท่อนำไข่ (Essure) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
2 วิธีแรก โดยจะเป็นการสกัดกั้นไม่ให้ไข่กับสเปิร์มมาเจอกัน
โดยใช้วัตถุขนาดเล็กที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ สอดเข้าไปในท่อนำไข่
โดยใช้กล้องส่องตรวจโพรงมดลูก ใส่เข้าไปทางช่องคลอด ผ่านปากมดลูก
เพื่อสร้างปฏิกิริยากระตุ้นให้ร่างกายให้สร้างพังผืดขึ้นมาปิดท่อนำไข่
ซึ่งจะใช้เวลาในการทำเพียง 5 นาทีเท่านั้น
หลังทำเสร็จก็ไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดแต่อย่างใด และเพียงชั่วเวลา 3
เดือนหลังทำหมัน เนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ
ขดลวดก็จะเจริญเติบโตจนท่อนำไข่ถูกอุดตันลงอย่างสมบูรณ์ หลังจากใส่อุปกรณ์เข้าไป
ผู้ทำหมันสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ
แต่ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วยเพื่อรอให้ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาปิดท่อรังไข่ได้ทั้งหมดก่อน
• การทำหมันหญิงโดยการตัดมดลูก (Hysterectomy) เป็นการผ่าตัดเพื่อเอามดลูกออกไปจากร่างกาย
(ไม่รวมรังไข่) ซึ่งเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ได้แบบถาวร
และวิธีนี้ยังใช้สำหรับการรักษาโรคบางโรคได้อีกด้วย เช่น
มะเร็งของระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี
ข้อดีของการทำหมันหญิง
• การทำหมันหญิงเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการวางแผนครอบครัว
• เป็นวิธีที่ประหยัด สะดวก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการคุมกำเนิด
ไม่ต้องกลัวลืมรับประทานหรือฉีดยาคุมกำเนิด และไม่ต้องเสียเวลาใน
• การเข้ารับบริการการคุมกำเนิด
• เนื่องจากไม่ใช้วิธีการคุมกำเนิดโดยใช้ฮอร์โมน
จึงช่วยลดโอกาสการเกิดผลช้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนได้
• ไม่ขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคในการมีเพศสัมพันธ์
• ไม่มีผลต่อการให้นมบุตร
ข้อเสียของการทำหมันหญิง
• ผู้เข้ารับการผ่าตัดทำหมันจะมีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง
• หากการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ล้มเหลว
จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูง
• ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
การทำหมันชาย
เป็นการคุมกำเนิดด้วยการทำให้ท่อน้ำอสุจิทั้งสองข้างเกิดการอุดตัน
หรือตัดไม่ให้เชื่อมต่อกัน (Vasectomy)
ทำให้ตัวอสุจิผ่านไปไม่ได้ การทำหมันชายเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย
ปลอดภัยมีประสิทธิภาพสูงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และมีอาการแทรกซ้อนน้อยมาก
การทำหมันชายไม่ใช่การตอนและไม่มีผลต่อลูกอัณฑะ และไม่มีผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศ
การทำหมันชายจะแบ่งได้หลายวิธี วิธีการใหญ่ๆ
สามารถแยกได้ 2 วิธี คือ
การทำหมันชายวิธีดั้งเดิม
(Conventional technique) เป็นการผ่าตัดด้วยการกรีดผิวหนังที่ median raphe ยาวไม่เกิน
1 เซนติเมตร แล้วแหวกเนื้อเยื่อรอบๆท่ออสุจิ
แล้วผูกและตัดท่อนำอสุจิเพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิผ่านได้
ส่วนการทำหมันเจาะ
(non-scalpel vasectomy technique) เป็นการตัดท่อนำอสุจิโดยการใช้
ฟอร์เซพ ชนิด dissecting forceps แทรกทะลุผิวหนังของถุงอัณฑะ
เพื่อเข้าไปตัดท่อนำอสุจิ แทนการผ่าตัดด้วยการใช้ใบมีด ทำให้เป็นแผลเพียงเล็กน้อย
มีภาวะแทรกซ้อน (การติดเชื้อและการคั่งของเลือด) น้อย
การทำหมันชาย
(Male sterilization) คือ
การคุมกำเนิดถาวรโดยการตัดและผูกท่อทางเดินของเชื้ออสุจิ
เพื่อไม่เปิดโอกาสให้เชื้ออสุจิเดินทางเข้ามาในช่องคลอดขณะร่วมเพศได้
แต่ทั้งนี้ลูกอัณฑะยังคงผลิตเชื้ออสุจิและฮอร์โมนอยู่เหมือนเดิม
เพียงแต่ตัวอสุจิจะไม่สามารถเดินทางผ่านท่ออสุจิมาได้
และจะสลายตัวไปเองตามกรรมวิธีของร่างกาย โดยไม่เป็นอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย
ส่วนน้ำอสุจิหรือน้ำกามก็ยังคงมีเหมือนเดิมตามปกติครับ
ข้อดีของการทำหมันชาย
• เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงกว่าการทำหมันหญิง
ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดถูก
เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีการคุมกำเนิดอื่น
ๆ ผ่าตัดเพียงครั้งเดียว สามารถคุมกำเนิดได้ตลอดชีวิต (แต่ก็ไม่ 100%)
• การทำหมันชายเป็นวิธีการผ่าตัดที่สามารถทำได้โดยง่าย ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ
ใช้เวลาในการผ่าตัดน้อย มีความปลอดภัยกว่าการทำหมันหญิง
• ช่วยเพิ่มความสุขทางเพศหลังการทำหมัน
คู่สมรสรู้สึกมีอิสระในการร่วมรักกันมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากคู่สมรมไม่ต้องกังวลเรื่องการตั้งครรภ์
• ไม่มีผลต่อสมรรถภาพทางเพศของเพศชาย
เนื่องจากการผ่าตัดไม่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทหรือเกี่ยวกับการสร้างหรือการใช้ฮอร์โมนเพศของร่างกายแต่อย่างใด
• ไม่มีผลต่อพละกำลังในการทำงานหนัก คุณสามารถทำงานหนักตามปกติ
• ไม่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งอัณฑะ
หรือโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ รวมทั้งของอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งของผู้ทำหมันและของภรรยา
ข้อเสียของการทำหมันชาย
• หลังทำหมันแล้วจะต้องใช้เวลาหลายเดือนถึงจะตรวจไม่พบเชื้ออสุจิในน้ำกามที่หลั่งออกมา
• ในบางรายอาจพบภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงหลังการผ่าตัดทำหมันชายได้ตามที่กล่าวไป
แต่ก็พบได้น้อยมาก หรืออาจมีการติดเชื้อบริเวณแผลที่ผ่าตัดได้
• หากทำหมันไปแล้วการแก้หมันจะได้ผลไม่ดี
• ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้









